11 พฤศจิกายน 2559

น้ำตกปอย

11.11.59

          ในพื้นที่เขต อ.วังทอง จ.พิษณุโลก มีน้ำตกหลายแห่งซึ่งตั้งอยู่ระหว่างทางไหลของลำน้ำเข็ก (เช่น น้ำตกแก่งโสภา , น้ำตกสกุโณทยาน , น้ำตกแก่งซอง เป็นต้น) ในบรรดาน้ำตกสีโคลนเหล่านี้ทีมงานท่องเที่ยวดอทคอม (www.thongteaw.com) คิดว่า “น้ำตกปอย” คือ น้ำตกที่มีความสวยงามและสร้างความประทับใจให้กับพวกเราได้มากที่สุด
          จากการพูดคุยสอบถามข้อมูลกับ “ผู้ใหญ่บ้านน้ำตกปอย” ทำให้พวกเราได้ทราบรายละเอียดโดยสังเขปว่าชื่อสถานที่บางแห่งภายในเขต อ.วังทองนั้น (เดิมชื่อ อ.นครป่าหมาก) มีความเกี่ยวพันกับตำนานโบราณสมัยปู่ย่าตายายว่าด้วยเรื่องของ “การตามล่ากวางทอง” โดยตำนานเริ่มต้นขึ้นจากการที่นายพรานตามล่ากวางทองผ่านเขตพื้นที่ต่าง ๆ ของ อ.วังทองมาเรื่อย ๆ ในขณะที่มาถึงน้ำตกแห่งหนึ่งก็ได้เกิดมีฝนตกปรอย ๆขึ้นทำให้มีการตั้งชื่อน้ำตกแห่งนี้ว่า “น้ำตกปอย” (ขณะมาถึงน้ำตกปอยแห่งนี้.....นายพรานยังไม่สามารถจับกวางทองได้) และแล้วภายหลังจากได้ทำการไล่ล่าผ่านหลากหลายเขตพื้นที่.....นายพรานก็สามารถจับกวางทองได้ในท้ายที่สุด (มีการตั้งชื่อสถานที่อื่น ๆ ตามหนทางที่นายพรานผ่านไปให้สอดคล้องกับเหตุการณ์ซึ่งเกิดขึ้น ณ สถานที่นั้น ๆอีกหลายแห่ง นักท่องเที่ยวที่สนใจข้อมูลดังกล่าวสามารถติดต่อขอรับเอกสารได้จากสำนักงานที่ทำการผู้ใหญ่บ้านน้ำตกปอย อ.วังทอง จ.พิษณุโลกครับ)
          “น้ำตกปอย” เป็นน้ำตกขนาดใหญ่ซึ่งกั้นขวางอยู่กลางทางไหลของลำน้ำเข็ก มีความกว้างเกือบ 200 เมตร สูงราว ๆ 10 เมตร ตัวน้ำตกไหลผ่านแก่งเล็กแก่งน้อยสลับกับโขดหินสูง ๆต่ำ ๆ ดูสลับซับซ้อนสวยงามมาก ในช่วงฤดูฝนสีของน้ำตกปอยจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลขุ่น มีกระแสน้ำที่ไหลเชี่ยวกรากจนไม่สามารถลงเล่นได้ ส่วนในช่วงฤดูหนาว – ฤดูร้อนกระแสน้ำจะอ่อนกำลังลงและมีสีเขียวค่อนข้างใส นักท่องเที่ยวสามารถลงเล่นน้ำบริเวณริมลำธารและเกาะแก่งต่าง ๆ ซึ่งอยู่ช่วงปลายน้ำได้
          ห่างออกไปทางช่วงปลายของน้ำตกปอยประมาณ 400 – 500 เมตรเป็นที่ตั้งของ “สวนป่าเขากระยาง” สวนป่าซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบขององค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ บริเวณโดยรอบสวนป่าเขากระยางมีบรรยากาศที่ร่มรื่นรายล้อมไปด้วยแมกไม้น้อยใหญ่ มีการจัดสร้างทางเดินปูนเลาะเลียบตามริมลำน้ำเข็กเอาไว้ นักท่องเที่ยวสามารถพักเลือกค้างแรม ณ สวนป่าฯแล้วเดินตามเส้นทางดังกล่าวไปจนถึงน้ำตกปอยได้ไม่ลำบาก
          สวนป่าเขากระยางมีบ้านพักหลากแบบหลายขนาดเปิดให้บริการ ค่าใช้จ่ายเริ่มต้นตั้งแต่ 500 บาท/คืน(ห้องพัดลม จุได้ 2 คน/ห้อง) ไปจนกระทั่งสูงสุดถึง 3,000 บาท/คืน (เรือนนอนรวมติดตั้งเครื่องปรับอากาศ จุได้ 15 – 20 คน) แต่หากใครอยากสัมผัสกับธรรมชาติแบบใกล้ชิดสนิทแนบแน่นโดยการเลือกนำเต็นท์มากางนอนเอง ทางสวนป่าฯจะเก็บค่าใช้บริการสถานที่ 100 บาท/เต็นท์ 1 หลัง นอกจากนี้สำหรับผู้ซึ่งกำลังมองหาสถานที่จัดอบรม – สัมมนา สวนป่าเขากระยางขอนำเสนอบริการทางเลือกราคาประหยัดด้วยห้องประชุมติดตั้งเครื่องปรับอากาศอีก 2 ห้อง สามารถจุผู้เข้าร่วมอบรม/สัมมนา/ประชุมได้ 30 – 40 คน (ราคา 1,500 บาท/วัน) และ 50 – 70 คน (ราคา 2,500 บาท/วัน) ตามลำดับ
          ผู้ซึ่งเลือกพักค้างแรมภายในสวนป่าเขากระยางนอกจากจะเลือกฝากท้องไว้กับครัวของทางสวนป่าฯแล้วยังสามารถเดินไปซื้อหาอาหารจำพวกไก่ย่าง , ข้าวเหนียว , ส้มตำ , น้ำตก , ฯลฯ จากร้านค้าใกล้ ๆ กับน้ำตกปอยได้ด้วย ร้านค้าเหล่านี้จะเปิดให้บริการอย่างคึกคักในช่วงวันหยุดเสาร์ – อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ต่าง ๆ ส่วนในช่วงวันราชการตามปกตินั้นแม้ว่าจะมีร้านค้าเปิดจำหน่ายอาหาร – เครื่องดื่มอยู่บ้างแต่ก็มีจำนวนน้อยและจะปิดร้านตั้งแต่เวลาประมาณ 17.00 – 18.00 น.
          แม้ว่า “น้ำตกปอย” จะมีชื่อเสียงและความโด่งดังด้อยกว่า “น้ำตกแก่งโสภา” ซึ่งตั้งอยู่ในเขตใกล้เคียงกันพอสมควร ( “น้ำตกปอย” ตั้งอยู่ห่างจาก “น้ำตกแก่งโสภา” ไม่เกิน 15 กม.) แต่สำหรับทีมงานท่องเที่ยวดอทคอมแล้วกลับพบว่าบรรยากาศอันงดงามโดยรอบบ้านพักของ “สวนป่าเขากระยาง” (บ้านพักตั้งอยู่ริมลำน้ำเข็กห่างจากน้ำตกปอยเพียงแค่ 400 – 500 เมตร) ได้กลายเป็นเสน่ห์ซึ่งช่วยส่งเสริมให้การมาท่องเที่ยว – พักผ่อนค้างแรมใกล้ ๆ กับน้ำตกอันสวยงามและยิ่งใหญ่แห่งนี้มีความคุ้มค่าขึ้นมาทันตาเลยทีเดียว

การเดินทางสู่น้ำตกปอย :
          รถยนต์ส่วนบุคคล จาก อ.เมือง จ.พิษณุโลก ใช้ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 12 (ถนนสายพิษณุโลก – หล่มสัก) ขับรถมุ่งหน้าไปทาง อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ ประมาณ 59 – 60 กม. จะเห็นป้ายสวนป่าเขากระยาง – น้ำตกปอยอยู่ทางด้านขวามือ ขับรถยนต์เลี้ยวขวาเข้าไปตามแยกดังกล่าวอีกประมาณ 2 กม.ก็จะถึงที่ทำการสวนป่าเขากระยาง – น้ำตกปอย
          รถโดยสารประจำทาง – รถรับจ้าง ขึ้นรถประจำทางสายพิษณุโลก – เพชรบูรณ์ , สายพิษณุโลก – หล่มสัก หรือ สายพิษณุโลก – นครไทยไปลงด้านหน้าทางเข้าสวนป่าเขากระยาง – น้ำตกปอยแล้วเดินต่อเข้าไปอีกประมาณ 2 กม.ก็จะถึง (ให้สังเกตว่าปากทางเข้าสวนป่าเขากระยาง – น้ำตกปอยจะมีป้อมตำรวจตั้งอยู่ บางครั้งนักท่องเที่ยวสามารถติดต่อรถจักรยานยนต์รับจ้างใกล้ ๆกับบริเวณดังกล่าวให้เข้าไปส่ง ณ ที่ทำการสวนป่าฯ หรือตัวน้ำตกปอยได้ แต่ส่วนใหญ่ในช่วงวันราชการตามปกติมักจะหารถจักรยานยนต์รับจ้างดังกล่าวไม่เจอครับ)

ฤดูกาลท่องเที่ยวที่เหมาะสม : สามารถท่องเที่ยวได้ทั้งปีแต่ช่วงฤดูกาลที่เหมาะสม คือ กลางเดือน พ.ย. – ต้นเดือน ก.พ. (ในช่วงฤดูหนาวสีของน้ำบริเวณน้ำตกปอยจะกลายเป็นสีเขียวค่อนข้างใส ไหลไม่แรงมากเหมาะแก่การลงเล่นน้ำ)

แผนที่



แหล่งที่มา : 1 , 2

10 พฤศจิกายน 2559

โรงเจไซทีฮุกตึ๊ง

10.11.59

          โรงเจไซทีฮุกตึ๊ง อยู่บนทางหลวงหมายเลข 12 ห่างจากตัวเมืองพิษณุโลกประมาณ 14 กิโลเมตร ใกล้ทางขึ้นเขาวัดวัดราชคีรีหิรัญยาราม หรือวัดเขาสมอแคลงที่ว่ากันว่าเป็นดอยสุเทพ 2 ของไทย เนื่องจากบนเขามีทัศนียภาพที่สวยงาม ในช่วงเทศกาลกินเจมีประชาชนเดินทางไปถือศีลกินเจบนโรงเจไซทีฮุกตึ๊ง จำนวนมากทุกปี นอกจากนี้ยังมีเทพเจ้าตามความเชื่อของชาวไทยเชื้อสายจีนหรือที่เรียกว่าเซียนเป็นจำนวนมาก

ประวัติโรงเจไซทีฮุกตึ๊ง
          ราวปี พ.ศ. 25490มาได้มีกลุ่มชาวจีนจากโพนทะเลได้อพยพถิ่นฐานจากประเทศจีนเพื่อเข้ามาค้าขายในประเทศไทยกันเป็นจำนวนมาก จึงเป็นจุดกำเนิดของศาลเจ้าต่างๆมากมาย ในประเทศไทยและนี่ก็เป็นอีกแห่งหนึ่งที่มีการรวมกันของชาวจีนและร่วมกันก่อตั้งสถานที่ปฏิบัติธรรมหรือที่เราเรียกกันว่าโรงเจโดยใช้ชื่อว่า โรงเจไซทีฮุกตึ๊งซึ่งชาวจีนกลุ่มผู้ก่อตั้งนี้หลังจากที่ได้เข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทยแล้วได้ช่วยออกสำรวจหาพื้นที่ที่เหมาะสมแก่การสร้างโรงเจโดยเห็นว่าต้องเป็นพื้นที่ที่สงบร่มเย็นและมีฮวงจุ้ยที่ดีเยี่ยม หลังจากนั้นจึงออกสำรวจมายังเขาสมอแคลง ซึ่งเป็นภูเขาตั้งอยู่ห่างจากตัวจังหวัดพิษณุโลกเพียง 17 กิโลเมตร และอยู่ในเขตอำเภอวังทอง ซึ่งทางชาวจีนผู้ก่อตั้งชุดนี้ก็ได้ลงความเห็นว่าพื้นที่ตรงนี้เหมาะที่สุด หลังจากนั้นทุกคนก็ได้เสียสละบริจาคทรัพย์สินกันคนละเล็กละน้อยเพื่อรวบรวมเงินที่ได้มาก่อสร้างเป็นโรงเจเล็กๆ เพื่อไว้ใช้ประกอบพิธีทางศาสนาของชาวจีนอาทิ เช่น พิธีกินเจสวดมนต์ไหว้เจ้าและได้อัญเชิญเจ้าพ่อเห้งเจีย (ไต่เสี่ยฮุกโจ้ว) ซึ่งทางชาวจีนมีความเชื่อว่าองค์เจ้าพ่อเห้งเจียเป็นเทพที่อยู่บนสวรรค์และมีอิทธิฤทธิ์ หากใครได้กราบไหว้หรือจุดประทัดขอพรก็จะได้รับพรจนสัมฤทธิ์ผลทุกรายไปจนเป็นที่เคารพนับถือของชาวจีนใน
          ช่วงวันสำคัญประกอบไปถึงเทศกาลกินเจ ทางโรงเจก็ได้เปิดเป็นโรงทานจำนวน 9 วัน และได้มีสาธุชนเดินทางขึ้นมาถือศีลกินเจกันเป็นจำนวนมาก เนื่องจากสภาพตัวอาคารได้ชำรุดทรุดโทรมลงไปมากตามกาลเวลาจึงได้เริ่มทำการปรับปรุงใหม่แต่ยังคงสภาพโครงสร้างเดิมๆ ไว้พร้อมกับสร้างจุดที่พักชมวิวที่บริเวณหน้าผา โดยเฉพาะในเวลากลางคืนสามารถมองทัศนียภาพของตัวอำเภอวังทองที่แสงไฟส่องสว่างงดงามมาก มีการปรับปรุงพื้นโดยนำหินแกรนิตมาปูใหม่ทั้งหมด อันมีลวดลายของหินที่สวยงดงามเป็นที่ประทับใจของนักท่องเที่ยวที่ได้ขึ้นไปชมความงามมาแล้วจึงขอเชิญชวนสาธุชนทั้งหลายให้ขึ้นไปสัมผัสกับธรรมชาติและไหว้พระขอพรจากองค์เจ้าพ่อเห้งเจียอันศักดิ์สิทธิ์และองค์ใหญ่ที่สุดในภาคเหนือ อีกทั้งมหาวิหารเง็กเซียนฮ่องเต้ที่มีความสวยงามด้วยศิลปะจีน และยังมีรูปหล่อองค์เทวะอาจารย์ "อรหันต์จี้กง" ไว้ให้ประชาชนได้กราบสักการบูชาและขอพร อีกด้วย
ที่มา http://www.burapa.krubpom.com/Shrine%20History.html

          เมื่อแรกพบโรงเจไซทีฮุกตึ๊ง จากทางหลวงหมายเลข 12 ออกจากตัวเมืองพิษณุโลกไปทางเพชรบูรณ์ประมาณ 14 กิโลเมตรมีทางแยกซ้ายมือขึ้นเขามีป้ายบอกว่าโรงเจไซทีฮุกตึ๊ง ในบริเวณไม่ไกลกันมากนักมีป้ายบอกว่าทางขึ้นวัดเขาสมอแคลง หรือวัดราชครีรีหิรัญยาราม สำหรับวันนี้ตั้งใจมาที่โรงเจไซทีฮุกตึ๊ง ก็ต้องขึ้นให้ถูกทาง การเดินทางขึ้นเขาเป็นทางลาดชั้นคดเคี้ยวแบบธรรมดาๆ ของเส้นทางขึ้นเขาเหมือนกับที่อื่นๆ ทั่วไป แต่ทางสายนี้ไม่ยาวมากนักไม่นานก็ถึงโรงเจ มีลานจอดรถไม่กว้างเท่าไหร่จอดได้ประมาณ 10 คันเป็นอย่างมากจากนั้นก็เดินเข้าโรงเจ ก่อนอื่นจะมีศาลาอยู่ด้านนอกสุดมีรอยพระพุทธบาท และพระพุทธรูปก็ทำบุญไหว้พระแล้วเดินต่อไป ครั้งแรกที่คิดว่าจะได้ไปโรงเจไซทีฮุกตึ๊งนั้นไม่ได้คิดว่าจะเป็นสถานที่สวยงามอะไรและไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อนด้วยซ้ำค้นหาในกูเกิลเรื่องราวเกี่ยวกับโรงเจแห่งนี้ก็เพิ่งจะมีกันได้ไม่นานที่เริ่มจะเห็นมีบทความเกี่ยวกับโรงเจก็ในปี 2553 และ 2554 นี่เอง
          สวนสวรรค์ ขอเรียกว่าสวนสวรรค์นะครับที่จริงอาจจะไม่มีชื่อหรือมีชื่ออื่นแต่ผมไม่ได้สอบถามมา เป็นสวนที่ประดิษฐานเทพเจ้าหรือเซียนจำนวนมาก ได้แก่ เทพเจ้ากวนอู พระสังกัจจายน์ พระยูไล พระโพธิสัตว์กวนอิมอวโลกิเตศวร หรือที่นิยมเรียกกันว่าเจ้าแม่กวนอิม ประดับด้วยต้นไม้ดอกไม้หลายชนิดมีน้ำพุน้ำตกขนาดเล็กๆ ทั้งหมดอยู่ด้านซ้ายมือและเป็นส่วนแรกที่เราจะได้พบ บริเวณที่เราเดินกันอยู่มีหลังคาคลุมขนาดใหญ่ทำให้ไม่ร้อนแดดร่มเย็นสบายพร้อมกับมีลมพัดผ่านตลอดเวลา
          โรงเจไซทีฮุกตึ๊ง ตรงบันไดทางขึ้นมีเทพเจ้าเห้งเจียสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวจีนนับถือเป็นอย่างมากด้วยอิทธิฤทธิ์ที่สูงส่งของเทพเจ้าองค์นี้ว่ากันว่าหากใครได้ไปไหว้ขอพรจะสำเร็จดังปรารถนา (สำหรับองค์ที่มากราบไหว้บูชากันอยู่ในวิหารครับไม่ใช่องค์นี้) บริเวณนี้เป็นทางเดินเข้ามหาวิหารมีบันไดเดินขึ้นไปไม่สูงมากนัก ระหว่างที่เราถ่ายรูปนี้อยู่ด้านหลังเราจะมีจุดชมวิวที่สวยงามไว้ค่อยออกมาเก็บภาพกันทีหลังตอนนี้เข้าในวิหารกันก่อน ด้านหนึ่งของบันไดมีเทพเจ้า 12 นักษัตรตั้งอยู่
          เทพเจ้าเห้งเจีย ถือกระบองวิเศษและยืนอยู่บนเมฆ ถัดลงมามีพระสังกัจจายน์ ขนาบข้างด้วยสิงห์โตคู่ขนาดใหญ่โดยประดับดอกไม้หลายชนิดไว้ให้ดูสวยงามมากยิ่งขึ้น
          หลังคาโรงเจ มีโคมสีแดงซึ่งเป็นสีแห่งมงคลตามความเชื่อของชาวจีนแขวนอยู่จำนวนมากบนหลังคาเป็นส่วนหนึ่งที่ใช้เป็นองค์ประกอบการถ่ายภาพของใครหลายๆ คน
          เริ่มเดินเข้าภายใน เริ่มต้นเดินเข้าไปยังมหาวิหารจะมีหลังคาสูงใหญ่เหมือนตอนแรกที่เรายืนอยู่ด้านซ้ายประกอบด้วยโต๊ะหมู่ 18 อรหันต์ ที่นี่นับเป็นสถานที่แรกที่ได้พบการตักบาตร 18 พระอรหันต์ คล้ายๆ การทำบุญตักบาตรพระ 108 ที่เห็นอยู่ในวัดใหญ่ๆ
          งานศิลปะรูปพระสังกัจจายน์ งานชิ้นนี้น่าจะทำมาจากเรซินลงสีดูคล้ายงานแกะสลักจากไม้มีลวดลายอ้อนช้อยรายละเอียดปราณีตสวยงามอยู่ใกล้เจ้าแม่กวนอิมพันกร
          พระโพธิสัตว์กวนอิมปางพันเนตรพันกร พระแม่กวนอิมปางพันมือ หรือ พระแม่กวนอิมปางพันเนตรพันกร เป็นปางหนึ่งของพระมหาโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ความเป็นมาเมื่อประมาณหนึ่งหมื่นปีมาแล้ว เกิดอุทกภัย ครั้งใหญ่ในประเทศจีน ฝนตกหนักน้ำในแม่น้ำฮวงโหหรือแม่น้ำวิปโยคท่วมท้น ผู้คนจำนวนมากถูกกระแสน้ำพัดพาไป พุทธศาสนิกชน ได้สวดมนต์วิงวอน พระโพธิสัตว์กวนอิมขอให้ทรงช่วย ทำให้พระองค์ต้องเสด็จลงมาช่วยผู้ที่ถูกน้ำท่วม แต่การมีเพียง สองมือย่อมช่วยไม่ทันเหตุการณ์ พระองค์จึงทรงตั้งจิตอธิษฐาน ว่าขอให้มีพันเนตรพันกร จะได้ช่วยคนได้ครั้งละพันคน จะสังเกตุ ได้ว่าแต่ละพระหัตถ์มีพระเนตรอยู่กลางฝ่าพระหัตถ์ อันเป็นสัญลักษณ์แสดงถึงความเอื้ออาทรที่จะโปรดสัตว์ผู้อยู่ในห้วงทุกข์อันหาขอบเขตมิได้ สำหรับพระหัตถ์ 1,000 พระหัตถ์นั้น บางพระหัตถ์ทรงถือศาสตราวุธ บางพระหัตถ์ทรงถือคัมภีร์ บางพระหัตถ์ทรงถือลูกประคำ บางพระหัตถ์ทรงถือดอกบัว บางพระหัตถ์ทรงถือแก้วจินดามณี บางพระหัตถ์ทรงถือพลองทองประดับหยก บางพระหัตถ์ทรงถือคนโทน้ำทิพย์ บางพระหัตถ์ทรงถือกิ่งหลิว บางพระหัตถ์ทรงประทานพร ล้วนแล้วแต่มีความหมายทั้งสิ้น
หาอ่านข้อมูลอย่างละเอียดกันได้ที่ พระแม่กวนอิมปางพันมือ

          เทพเฝ้าประตูด้านขวา ทั้งด้านซ้ายและด้านขวาของประตูเข้าวิหารพระโพธิสัตว์กวนอิมปางพันเนตรพันกร มีทเพเจ้าหรือเซียนประจำอยู่ด้านละองค์และมีสิงห์โตข้างละ 1 ตัว

          เง็กเซียนฮ่องเต้ เป็นชื่อที่ได้ยินกันมาช้านานหากไม่ใช่ชาวไทยเชื้อสายจีนคำว่าเง็กเซียนฮ่องเต้จะได้ยินกันจากภาพยนตร์จีน มาดูข้อมูลของเง็กเซียนฮ่องเต้กันดีกว่า เง็กเซียนฮ่องเต้ หรือ เง็กอ๋องไต่เต่ หรือ หยกอ๋องฮ่องเต้ หรือ หยกอ๋องส่องเต่ หรือ หยกอ๋องไต่เทียนจุน หรือ เหล่าโจ้วกง หรือ สมเด็จพระจักรพรรดิหยก หรือ เหวินเทียนจิ่วไจ้อิ้ว หวงเทียนจุน หรือ อิ้วหวงซังตี้ หรือ อิ้วหวงต้าตี่ หรือที่รู้จักกันดีในนาม ทีกง หรือ เทียนกง แปลว่า ปู่สวรรค์ หรือปู่ฟ้า เป็นเทพเจ้าสูงสุดของจีน ซึ่งเป็นชื่อที่ชาวฮกเกี้ยนและชาวไต้หวันเรียกขานนามของพระองค์ท่านแบบใกล้ชิดเสมอญาตินั่นเอง พระรูปปั้นและรูปวาดขององค์เง็กเซียนฮ่องเต้ จะทรงฉลองพระองค์เช่นเดียวกับฮ่องเต้ คือ มีพระมาลา ด้านหน้ามีเส้นร้อยไข่มุกเป็นแถวห้อยลงมาหน้าพระพักตร์ พระหัตถ์ทรงถือพระป้ายซือฮุดหน้าพระอุระ ด้านหลังมีพนักงานสองคนคอยโบกพัด ด้านหน้ามีองครักษ์สององค์ทั้งฝ่ายบู๊และฝ่ายบุ๋น พระองค์ทรงได้รับการยกย่องให้เป็นเทพเจ้าสูงสุดตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๔ เป็นต้นมา คำว่า เง็กเซียนฮ่องเต้ คนไทยเรียกกันเกิดจากการผสมภาษาจีนระหว่าง 2 สำเนียง ฮกเกี้ยน กับ แต่จิ๋ว คือ เง็ก(แต้จิ๋ว) เซียน (ฮกเกี้ยน) ฮ่องเต้ (ฮกเกี้ยน)
ที่มาhttp://th.wikipedia.org/wiki/เง็กเซียนฮ่องเต้

          โต๊ะหมู่บูชาพระพุทธรูป หลังจากที่ได้เดินชมรอบๆ บริเวณมหาวิหารและไหว้เทพเจ้าในวิหารแล้วเดินมาอีกด้านหนึ่งของวิหารก็ได้พบพระพุทธรูปหินยานแบบไทยๆ องค์หนึ่งประดิษฐานเหนือสุดของโต๊ะหมู่บูชาลดหลั่นลงมาด้วยเซียนองค์ต่างๆ และพระพุทธรูปพระพุทธศิลป์แบบมหายานอีกหลายองค์ประดับด้วยงาช้างที่สวยงามอีก 1 คู่ตามแบบโต๊ะหมู่ในพื้นที่ที่นิยมการนำงาช้างมาประดับมากบ้างน้อยบ้างแต่จะมีจำนวนคู่เสมอ
          เทพเจ้าเห้งเจีย เห้งเจีย เป็นหนึ่งในตัวละครเอกเรื่องไซอิ๋ว ซึ่งเห้งเจียเดิมเป็นหินที่ถูกแสงสุริยันจันทราอาบมากว่า 1,000 ปี วันหนึ่งจึงแตก และมีลิงตัวหนึ่งกระโดดออกมา เจ้าลิงตัวนั้นจึงได้ไปอยู่กับฝูงลิงที่เขาไม้ผล (เขาฮวยก๊วยซัว จีนกลางเรียกว่า เขาฮัวกั่วซาน) และตั้งตัวเป็นหัวหน้าฝูง บรรดาลิงในฝูงนับถือเป็นท่านอ๋อง ฉายา "มุ้ยเกาอ๋อง" (พญาวานรโสภา)
          วันหนึ่ง เจ้าลิงหินตัวนี้ เห็นลิงในฝูงตัวหนึ่งตายลงด้วยความแก่ จึงเกิดความคิดจะออกเดินทางไปหาวิชาที่จะไม่ทำให้เจ็บ ไม่ทำให้ตาย จึงออกจากฝูงเดินทางเสาะแสวงหาผู้รู้ไปเรื่อย ๆ ในที่สุดก็พบกับเซียน "โผเถโจ๊ซือ" (สุภูติ) เมื่อเซียนรับเป็นศิษย์ ได้ฝึกวิชาต่าง ๆ เช่น การแปลงกายที่แปลงได้ 72 ร่าง, ตีลังกาได้ไกลกว่า 300 ลี้, ยืด-หดตัวได้, ถอนขนเสกเป็นของต่าง ๆ, ขี่เมฆวิเศษ เป็นต้น พร้อมกับตั้งชื่อให้ว่า "ซุนหงอคง" เมื่อฝึกวิชาสำเร็จแล้ว หงอคง เกิดลำพองใจ ไปอาละวาด อวดวิชาตามสถานที่ต่าง ๆ ไม่เว้นแม้กระทั่งสวรรค์หรือบาดาล ทำให้ 3 โลก ปั่นป่วนไปหมด เง็กเซียนฮ่องเต้ส่งทหารสวรรค์นับ 10 หมื่นนาย และเทพต่าง ๆ ไปจับ ก็จับไม่ได้ กลับถูกเห้งเจียปราบกลับมาจนเข็ดเขี้ยวตามๆ กัน ในที่สุด เง็กเซียนฮ่องเต้ ต้องยอมให้เห้งเจียขึ้นเป็นใหญ่ พร้อมตั้งให้เป็น "มหาเทพ" (ฉีเทียนต้าเซิ้น แปลตามตัวว่า ผู้ยิ่งใหญ่เสมอฟ้าดิน) จากเดิมที่เป็นเพียงคนเลี้ยงม้า (ปี้ม่าอุน) แต่หงอคงก็ยังเหิมเกริมไม่เลิก ในที่สุด องค์ยูไล(พระพุทธเจ้าในความเชื่อของชาวจีน) ต้องเสด็จมาปราบเอง โดยให้หงอคงถูกทับด้วยภูเขาหินนาน 500 ปี และผู้ที่จะช่วยออกมาได้ คือ พระถังซัมจั๋ง ผู้เดียวเท่านั้น และเห้งเจียต้องบวชเป็นลูกศิษย์รับใช้พระถังซัมจั๋งไปชมพูทวีป และมีหน้าที่คุ้มครองพระถังซัมจั๋งไปตลอดทาง
          เมื่อพระถังซัมจั๋งรับหงอคงเป็นศิษย์แล้ว จึงตั้งชื่อให้ใหม่ว่า "เห้งเจีย" หรือ "ซุนเห้งเจีย" แต่เห้งเจียก็ยังคงติดนิสัยเดิมๆ คือ ใจร้อน ห่าม ดื้อรั้น ไม่เชื่อฟังพระถังซัมจั๋ง พระถังซัมจั๋งมีไม้ตายที่ปราบพยศเห้งเจียคือ รัดเกล้า ที่ได้รับประทานจากพระโพธิสัตว์กวนอิม ที่รัดอยู่กับหัวของเห้งเจีย เมื่อเห้งเจียพยศเมื่อไหร่ พระถังซัมจั๋ง จะสวดมนต์ เห้งเจียจะเจ็บปวดมาก รัดเกล้าอันนี้จะหายไปเมื่อภารกิจได้เสร็จสิ้นแล้ว
          ตลอดระยะเวลาการเดินทาง ต้องผจญกับอุปสรรคนานับประการ โดยเฉพาะปีศาจ ที่มักปลอมตัวมาหลอกลวงให้เข้าใจผิด โดยเฉพาะกับพระถังซัมจั๋ง ซึ่งเห้งเจียมักจะมองปีศาจออกก่อนทุกครั้ง และลงมือทำร้ายไปก่อน จึงสร้างความขัดแย้งให้กับศิษย์ อาจารย์ คู่นี้ไปตลอด ว่ากันว่า เป็นการเจตนาสร้างความขัดแย้งของตัวละคร ซึ่งสะท้อนถึงบุคคลิกของบุคคลในลักษณะต่างๆ
          อาวุธสำคัญของเห้งเจีย คือ กระบองวิเศษ ที่ปกติจะเก็บไว้ในรูหู สามารถยืด-หดได้ ซึ่งเดิมเป็นเสาค้ำมหาสมุทร ของเจ้าสมุทรทะเลใต้ (ทะเลตงไห่) และมีพาหนะเป็นเมฆวิเศษ
          ปัจจุบัน หงอคง หรือ เห้งเจีย ได้รับการนับถือจากชาวจีน โดยตามศาลเจ้าบางแห่ง จะมีรูปเคารพ และนับถือเป็น เทพวานร หรือเจ้าพ่อเห้งเจีย เป็นต้น
ที่มา http://th.wikipedia.org/wiki/เห้งเจีย

          วัตถุมงคล จากภายในสู่ภายนอกไหว้เทพเจ้าทั้งหลายในวิหารเสร็จแล้วเดินกลับออกมาด้านนอกแต่ก้ยังอยู่ในวิหารส่วนหน้ามีวัตถุมงคลต่างๆ ให้บูชากลับไปที่บ้านมีหลายแบบหลายองค์ให้เลือกในที่นี้ผมขอไม่อธิบายมากเพราะไม่มีความเชี่ยวชาญโดยตรงท่านที่สนใจควรไปศึกษาหาดูด้วยตนเอง
          เครื่องเสริมบารมี ต่อจากวัตถุมงคลมายังเครื่องเสริมบารมีกันบ้าง หลายคนคงเชื่อเรื่องเกี่ยวกับฮวงจุ้ยการจัดวางแบบบ้านเพื่อความเป็นสิริมงคล นอกจากการออกแบบบ้านทั้งหลังแล้วบางทีก็แก้ด้วยสิ่งของหรือเครื่องหมายต่างๆ อาจจะมีกระจกวงกลมบ้างกระจกหกเหลี่ยม ยันต์แปดทิศ ก็ว่ากันไป ส่วนเรื่องเกี่ยวกับมังกรและเสือก็มีความเชื่อว่าเป็นมงคลเหมือนกัน อย่างน้ำพุนี้ออกแบบเป็นมังกรสีสันสวยงามประดับด้วยหลอดไฟสว่างดวงเล็กๆ ด้านหน้าเป็นน้ำพุขนาดจิ๋วและดวงแก้วใสๆ รวมๆ แล้วสวยมากครับเลยเอารูปมาให้ชมกันสนใจเชิญที่โรงเจไซทีฮุกตึ๊ง พิษณุโลกครับ
          จุดชมวิวโรงเจไซทีฮุกตึ๊งสมญานามดอยสุเทพ2 ด้านหน้าของโรงเจที่กล่าวถึงค้างไว้ตั้งแต่แรกเดินทางมาถึงเราก็เห็นวิวนี้แล้วเพียงแต่เข้าไปไหว้พระไหว้เทพเจ้าขอพรกันก่อนแล้วจึงย้อนออกมาถ่ายภาพวิวจากยอดเขาสมอแคลงจะมองเห็นทิวทัศน์ได้ไกลทางโรงเจสร้างระเบียงให้เดินชมกันได้เป็นช่วงเวลาการพักผ่อนระหว่างที่มาอยู่โรงเจในเทศกาลถือศีลกินเจกัน ถ้าหากว่าเป็นเวลาในยามเช้ามีหมอกลอยจางๆ กลางทุ่งนาเบื้องล่างรับรองได้ว่าสวยโดยไม่ต้องเดินทางไปไหนไกลๆ กันเลยทีเดียว

แผนที่


แหล่งที่มา : 1


วัดราชคีรีหิรัญญาราม (วัดเจ้าแม่กวนอิมหยกขาว)

10.11.59


          วัดราชคีรีหิรัญยาราม(บนเขาสมอแคลง) ตั้งอยู่ที่บ้านสมอแคลง ในเขตอำเภอวังทอง เดินทางจากตัวเมืองพิษณุโลกไปตามทางหมายเลข 12 (เส้นทางสายพิษณุโลก-หล่มสัก) ประมาณ 14 กิโลเมตร (ก่อนถึงอำเภอวังทอง 3 กิโลเมตร) มีทางแยกซ้ายขึ้นเขาไปอีกประมาณ 300 เมตร
          วัดราชคีรีหิรัญยาราม ประวัติเดิมไม่ปรากฏว่าใครเป็นผู้สร้างแต่ถูกกาลเวลาปล่อยทิ้งร้างจนมาถึงปี พ.ศ. ๒๔๘๓ โดยกระทรวงศึกษาธิการกรมการศาสนา ได้ออกหนังสือรับรองสภาพความเป็นวัดให้ไว้ ณ วันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๓๐ ความว่า
          "เป็นวัดที่สมบูรณ์ตามพระราชบัญญัติลักษณะการปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ.๑๒๑"
          ความเป็นมาของวัด ได้ค้นพบหนังสือสำคัญที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ได้ทรงพระะราชนิพนธ์ พระราชปรารภ เรื่องพระพุทธและมีข้อความสำคัญกล่าวถึงวัดราชคีรีหิรัญยาราม ว่า
          "พระพุทธเจ้าได้เสด็จบิณฑบาทไปถึงที่นั้น แล้วหยุดฉันท์ที่ใต้ต้นสมอ ที่เขาสมอแคลง ซึ่งเดิมเรียกว่าพนมสมอ ควรจะเป็นที่ตั้งพระพุทธศาสนา จึงมีรับสั่งให้จ่านกร้องและจ่าการบุญ คุมกำลังไพร่พลและเสบียงอาหารมาตรวจดูภูมิสถานแถบนั้น เมื่อจ่าทั้งสองได้ลงมาถึงที่ๆ ซึ่งกล่าวว่า พระพุทธเจ้าได้ไปบิณฑบาตเห็นว่าเป็นชัยภูมิที่ดี เหมาะแก่การที่จะสร้างเมืองใหม่ จึงได้มีใบบอกขึ้นไปกราบทูลพระเจ้าศรีธรรมไตรปิฎก เจ้ากรุงเชียงแสนและเจ้ากรุงศรีสัชชนาลัย พระเจ้าพสุจราช พระบิดาพระนางปทุมมาวดี เอกอัครมเหสีของพระเจ้าศรีธรรมไตรปิฎก ทั้งสองพระองค์ได้ทรงร่วมกันสร้างเมืองขึ้นมาใหม่เมื่อปี พ.ศ.๑๔๙๖ ตรงเช้าวันศุกร์ขึ้น ๑ ค่ำ ๓ ร.ศ.๓๑๕ และให้ชื่อเริ่มแรกเมืองนั้นว่า เมืองพิษณุโลกโอฆะบุรี นับได้ว่าเป็นชะตาดวงเมืองของพิษณุโลก ตั้งแต่นั้นมาจึงถึงปัจจุบัน โดยอาศัยเหตุดังกล่าวมา"
          โดยเริ่มแรกพระองค์ได้ทรงสถาปนาสร้างพระมหาธาตุรูปปรางค์สูง ๘ วา และสร้างพระวิหารทั้ง ๔ ทิศแล้วเสร็จ ก็ทรงให้สร้างพระพุทธรูปสำคัญขึ้น ๓ พระองค์ โดยองค์เริ่มแรกได้ให้ชื่อพระนามว่า พระพุทธชินราช ๑ องค์ องค์ที่สองให้พระนามว่า พระพุทธชินสีห์ ๑ องค์ และองค์ที่สามให้พระนามว่า พระศรีศาสดา ๑ องค์ โดยครั้งแรกได้ทรงเททองหลังจากการปั้นหุ่นขึ้นแบบแล้วปรากฏว่าทองแผ่นบริบูรณ์เพียงสององค์คือ พระพุทธชินสีห์ และ พระศาสดา ส่วนองค์เริ่มแรกที่ให้พระนามว่า พระพุทธชินราช นั้น ทองไม่แล่นเต็มองค์ และพระเจ้าศรีธรรมไตรปิฎก ก็ได้ทรงกระทำขึ้นอีกสองครั้ง ทองก็ยังไม่แล่นเต็มองค์ จนทำให้พระองค์ทรงโทมนัสยิ่งนัก
          ต่อมาพระองค์พร้อมด้วยพระอัครมเหสีพระนางปทุมมาวดี พระราชเทวี ทั้งสองพระองค์ได้ทรงร่วมกันตั้งสัจจกริยาธิษฐานเสี่ยงเอาบุญบารมี จึงได้จัดการปั้นหุ่นขึ้นแบบใหม่ โดยครั้งนี้ได้มีชีปะขาว (ตาปะขาว) คนหนึ่งอาสาเข้ามาช่วยปั้นหุ่น ขึ้นแบบทำการด้วยความแข็งแรงมาก ทั้งกลางวันและกลางคืน ไม่มีเวลาหยุด ครั้นได้รูปหุ่นเสร็จ ก็ได้ทรงเททอง ณ วันพฤหัสบดี ขึ้น ๘ ค่ำ (เป็นวันธรรมสวนะวันพระ) เดือน ๖ ปีมะเส็ง นพศก จุลศักราช ๓๑๙ พระพุทธศาสนา กาลล่วงแล้ว ๑๕๐๐ ปี หย่อนอยู่ ๗ วัน และทรงดำรัสสั่งให้อาราธนา ชุมนุมพระภิกษุสงฆ์ ซึ่งมีโดยรอบใกล้เคียงเมืองนั้น ทั้งฝ่ายคามวาสี และอรัญวาสี มี "พระอุบาฬี และพระศิริมานนท์" อันอยู่วัดเขาสมอแครง เป็นประธาน ให้สวดปริตพุทธมนต์ มหามงคลทำสัจจกริยาธิษฐาน อาราธนาเทพยดาให้ช่วยในการนั้น ทองก็แล่นเต็มองค์บริบูรณ์ เป็นที่โสมนัสแก่ทั้งสองพระองค์ยิ่งนัก และชีปะขาวที่ได้มาช่วยทำการนั้น ก็ได้เดินออกจากที่นั้นหายออกไปทางประตูเมืองข้างเหนือ และได้ไปถึงยังตำบลหนึ่งก็ได้หายไป โดยไม่มีใครได้พบเห็นอีกเลย ต่อมา ตำบลนั้นจึงได้ชื่อว่า ตำบลตาปะขาวตราบเท่าทุกวันนี้...ฯ
          ด้วยเหตุดังพระราชนิพนธ์ในราชกาลที่ ๕ ได้ทรงกล่าวถึง วัดเขาสมอแคลง อันมีพระเถระผู้ใหญ่ พระอุบาฬี และพระศิริมานนท์ ได้รับอาราธนามาเป็นประธานการสวดพระปริตและพระพุทธมนต์ถึงสองครั้งย่อมแสดงให้เห็นว่า วัดเขาสมอแครงนั้นมีความสำคัญยิ่งในสมัยนั้น และกาลปรากฏต่อมาในปัจจุบัน วัดที่เป็นวัดถูกต้องตามหลักการครองคณะสงฆ์ ร.ศ. 121 ก็มีอยู่เพียงวัดเดียวที่ตั้งอยู่บนเขาสมอแครง คือ วัดราชคีรีหิรัญยาราม มีเนื้อที่เขตวัดในปัจจุบันประมาณ 230 ไร่ 3 งาน 80 ตารางวา โดยสภาพ ถูกกาลเวลากลืนกินไปตามกาลรวมทั้งคนใจบาปหยาบช้าได้ขึ้นมาขุดทำลายโบสถ์, วิหาร, เจดีย์ต่างๆ เสียหายสิ้นสภาพหมด เพียงเพื่อจะค้นหาวัตถุมงคลที่เรียกว่า "พระสมเด็จนางพญา" เท่านั้น
ที่มา
http://rachkiree.com/

          ถัดจากวัดราชคีรีหิรัญยาราม (วัดเจ้าแม่กวนอิมหยกขาว) ขึ้นไปบนเขาสมอแคลงจะมีทางแยกไปโรงเจไซทีฮุกตึ๊ง ศาลเจ้าเห้งเจีย ซึ่งชาวไทยเชื้อสายจีนไปไหว้เจ้าทำบุญกันเป็นประจำ และถัดจากศาลเจ้าเห้งเจียขึ้นไปอีกจะเป็นจุดชมวิวสูงสุดของเขาสมอแคลงแห่งนี้ เป็นที่ตั้งของพระมหาธาตุเจดีย์ศรีบวรชินรัตน์ บรรจุพระบรมสารีริกธาตุส่วนพระนลาฏ (กระดูกหน้าผาก) ของพระพุทธเจ้า เจดีย์มีลักษณะเป็นทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ ที่ฐานประดิษฐานพระพุทธลีลามหาธรรมราชาลิไททั้ง 4 ด้าน
          วัดราชคีรีหิรัญยาราม การเดินทางมายังวัดแห่งนี้มีทางโค้งลาดชันขึ้นเขาเพียงไม่ไกลนักก็มาถึงประตูวัด บนเขาสมอแคลงมีศาสนสถานที่สวยงาม 2 แห่ง แห่งหนึ่งคือโรงเจไซทีฮุกตึ๊ง เป็นสถานที่ที่มีเทพเจ้าตามความเชื่อแบบพุทธมหายาน มีจุดชมวิวสวยงามจนเรียกกันว่าเป็นดอยสุเทพแห่งที่ 2 ประชาชนที่เดินทางมาที่วัดราชคีรีหิรัญยาราม ซึ่งเป็นวัดที่ตั้งอยู่บนเขาสมอแคลงจึงนิยมที่จะเข้าไปไหว้เทพเจ้าในโรงเจ อันได้แก่ เจ้าพ่อเห้งเจีย พระโพธิสัตว์กวนอิม และอีกหลายองค์ ซุ้มประตูวัดเขาสมอแคลงทำให้เห็นได้ชัดว่าเป็นวัดเก่าแก่มากแห่งหนึ่ง เสาของซุ้มประตูทั้ง 2 ข้างมียักษ์ทวารบาลยืนประจำอยู่
          ตามประวัติของวัดราชคีรีหิรัญยาราม กล่าวว่าวัดบนเขาสมอแคลงแห่งนี้น่าจะเป็นวัดเก่าแก่ตามเรื่องที่เล่าต่อกันมา และทำเลที่ตั้งของวัดอยู่บนเขาสมอแคลง จึงทำให้เกิดความสับสนว่าเป็นวัดเดียวกัน แต่อีกสถานที่หนึ่งซึ่งอยู่ไม่ห่างกันมากนัก มีวัดที่ชื่อว่าวัดเขาสมอแคลง หรือที่เรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่า วัดพระพุทธบาทเขาสมอแคลง จึงเกิดความสับสนกันได้ง่าย และเนื่องจากมีวัด 2 วัดเป็นคนละแห่งกัน ทางเว็บไซต์จึงขอเรียกวัดราชคีรีหิรัญยาราม โดยจะไม่ใช้คำว่า "หรือวัดเขาสมอแคลง" ต่อท้ายนะครับ (ตามประวัติมีหรือต่อท้ายด้วย)
          วิหารเก่าแก่ เข้ามาในซุ้มประตูขับเข้ามาเรื่อยๆ ตามทางจะถึงลานจอดรถ ก่อนจะมาถึงตรงนี้จะเห็นอาคารสิ่งก่อสร้างหลายสิ่งหลายอย่างที่ล้วนแล้วแต่มีอายุหลายสิบปี หลายแห่งก็ปิดและงดใช้ไปแล้ว วิหารที่เห็นอยู่นี้ก็เช่นเดียวกัน ทางวัดกำลังดำเนินการรวบรวมทุนเพื่อบูรณะและสร้างอาคารหลายแห่งขึ้นมาใหม่ แต่อาคารวิหารเก่าแห่งนี้ทำให้เห็นถึงกระแสศรัทธาที่มีมายังวัดราชคีรีหิรัญยาราม อย่างไม่ขาดสายตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
          วิหารเจ้าแม่กวนอิมหยกขาว เมื่อประมาณต้นปี พ.ศ. 2535 ได้มีการอัญเชิญพระโพธิสัตว์กวนอิม ซึ่งแกะสลักจากหินทะเลสาบหยกขาวจากเมืองหางโจว ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นปางพิเศษที่ได้รับอนุมัติให้สร้างโดยรัฐบาลจีนโดยใช้ต้นแบบจากวัดเจ้าแม่กวนอิมเมืองหางโจว มีขนาดสูง 3 เมตร หนัก 3 ตัน มาประดิษฐาน ณ วัดแห่งนี้ ปัจจุบันมีการสร้างวิหารในลักษณะระเบียงคดล้อมรอบเป็นรูปแปดเหลี่ยม อยู่ห่างจากวิหารเก่าเล็กน้อย เมื่อตั้งใจเดินทางมาที่วัดราชคีรีหิรัญยารามหลายคนก็เข้ามาสักการะไหว้เจ้าแม่กวนอิม ด้วยการจุดธูป 5 ดอก กับน้ำ 5 ขวด แล้วลานำน้ำนั้นกลับไปเป็นสิริมงคล
          พระบรมมหาโพธิสัตว์พระแม่กวนอิมหยกขาว ความสูง ๓ เมตร ๕ เซนติเมตร น้ำหนัก ๓ ตัน หรือ ๓,๐๐๐ กิโลกรัม นับได้ว่าเป็นหินทะเลหยกขาวองค์เดียวที่ใหญ่ที่สุดในโลก และแกะสลักสำเร็จรูป วัดสำนักนางชี ซึ่งบนเทือกไหล่เขาทะเลสาบเวสเลค ใกล้กับวัดหลิงหลินซื่อ วัดที่สำคัญของเมืองหังโจว เป็นวัดบ้านเกิดของพระอรหันต์จี้กง ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน
          จุดธูปไหว้เจ้าแม่กวนอิมวัดเขาสมอแคลง ด้านหน้าของวิหารหรือระเบียงคดแปดเหลี่ยมเป็นสถานที่สำหรับจุดธูปบูชาและถวายน้ำเจ้าแม่กวนอิมซึ่งประดิษฐานอยู่กลางน้ำ มีการเสี่ยงเทียนลอยบนดอกบัวรอบๆ สระน้ำเล็กๆ ที่ฐานเจ้าแม่กวนอิม
          พระแม่กวนอิมหยกขาว หลังจากที่ได้ไหว้พระแม่กวนอิมแล้วก็ควรจะเดินไปชมวิวที่ด้านหลังของวิหารแปดเหลี่ยมครับมีวิวสวยๆ ให้ชมกัน
          ชมวิวบนเขาสมอแคลง ที่เห็นอยู่นี้เป็นอีกวัดคลองเรือ เป็นวัดหนึ่งที่อยู่พื้นราบเชิงเขาห่างออกไป กับท้องทุ่งนากว้างใหญ่ เจดีย์กับพระพุทธรูปองค์ใหญ่มากๆ ที่เบื้องล่างโดดเด่นอยู่กลางธรรมชาติสีเขียว นอกจากที่วัดราชคีรีหิรัญยารามจะปรับปรุงภูมิทัศน์ด้านหลังวิหารพระแม่กวนอิมให้มองเห็นวิวทิวทัศน์ที่สวยงามจากบนเขาสมอแคลงแล้วยังมีจุดชมวิวบนยอดเขาแห่งนี้ซึ่งต้องเดินทางขึ้นเขาต่อไปอีก
          วิวสวยบนเขาสมอแคลง อีกภาพหนึ่งที่ใช้เลนส์เทเลดึงภาพเข้ามาให้ใกล้ขึ้น
          หอฉันหอสวดมนต์ เป็นกลุ่มอาคารที่กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง มีความสวยงามมากแม้ว่าจะยังสร้างได้เพียงบางส่วนแต่ก็พอจะดูออกว่าหากสร้างเสร็จแล้วจะเป็นหอฉัน และหอสวดมนต์ที่สวยงาม อยู่ข้างวิหารพระแม่กวนอิมหยกขาว
          ลานพระสิวลี อยู่ข้างหอฉัน แท่นพระสิวลีสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้วและยังคงมีการก่อสร้างตกแต่งบริเวณโดยรอบเมื่อเสร็จแล้วก็จะเป็นสถานที่ที่สวยงามมากอีกเช่นกัน จุดเด่นของแท่นพระสิวลีนั้นอยู่ที่บันไดพญานาคที่มีลวดลายปราณีตอ่อนช้อยรายละเอียดสวยงามทุกส่วน
          วิหารพุทธรรม สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่รักษาศีลฟังธรรม เฉลิมพระชนมายุ 7 รอบ 84 พรรษา วิหารหลังนี้มีขนาดกว้างใหญ่ แต่ไม่สูงอยู่หลังลานพระสิวลีไปไม่ไกลมองด้านนอกเห็นเป็นอาคารเรียบๆ เดี๋ยวจะพาเข้าไปชมด้านในครับ
          พระประธานในวิหารพุทธรรม จากอาคารเรียบๆ ธรรมดาๆ ที่มองเห็นอยู่ด้านนอกพอเข้ามาด้านในจะพบกับพระพุทธรูปประธานประดิษฐานอยู่บนฐานที่งดงาม มีภาพฝาผนังเป็นเทพเทวดา ทั้งหมดตกแต่งลวดลายด้วยสีทองเหลืองอร่ามสวยงามมาก
          กลางวิหารพุทธรรม วิหารหลังนี้สร้างในลักษณะที่มีความกว้างขวางและยาวมากๆ สามารถนั่งฟังธรรมได้หลายคน จากตรงกลางวิหารมองไปทางพระพุทธรูปจะเห็นเป็นองค์เล็กลงอย่างมาก ทั้งสี่ด้านของวิหารมีช่องว่างโดยตลอดแต่ไม่สูงนัก มีลมพัดผ่านได้ทุกทิศทาง
          ลวดลายวิหารพุทธรรม ผนังของวิหารด้านนอกมีงานปูนปั้นนูนต่ำเขียนลวดลายสัตว์ในวรรณคดีสีทองตลอดทั้งหลัง
          พระสิวลี ท้ายสุดของการชมวัดราชคีรีหิรัญยาราม บนเขาสมอแคลง ซึ่งมีหลายอย่างที่กำลังบูรณะและก่อสร้างขึ้นมาใหม่ สถานที่ทุกแห่งในวัดล้วนแล้วแต่สร้างด้วยความปราณีต สวยงามทุกหลังชมรอบบริเวณวัดและไหว้พระกันแล้วก็เดินทางกลับจบด้วยภาพพระสิวลีด้านข้างนี้เป็นภาพสุดท้ายครับ เดี๋ยวถ้ามีการอัพเดตค่อยไปเก็บภาพกันใหม่ เพียงเท่านี้ก็เห็นความสวยงามของวัดราชคีรีหิรัญยารามกันอย่างเต็มที่แล้ว มีโอกาสไปพิษณุโลกอย่าลืมลองแวะไปดูนะครับ

แผนที่


แหล่งที่มา : 1

วัดจุฬามณี

10.11.59


          “วัดจุฬามณี” เป็นวัดที่มีความเก่าแก่ที่สุดของจังหวัดพิษณุโลก เชื่อกันว่าเป็นตำแหน่งที่ตั้งของเมืองพิษณุโลกเดิม ตามประวัติศาสตร์ของวัดจุฬามณีแห่งนี้ กล่าวว่าสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถมหาราชทรงสร้างขึ้นและได้เสด็จออกผนวช ณ วัดแห่งนี้ เป็นเวลาถึง 8 เดือน 15 วัน เลยทีเดียว และการออกผนวชของพระองค์ท่านมีข้าราชบริพารบวชตามเสด็จถึง 2,348 รูป
          ภายในวัดยังคงพบโบราณสถานและโบราณวัตถุที่สำคัญทางพุทธศาสนา คือ “พระพุทธบาทจำลอง” ประดิษฐานอยู่ภายในปรางค์ขอมโบราณ ก่อด้วยศิลาแลง ฐานปรางค์ประดับด้วยปูนปั้นรูปหงส์ยังเห็นลวดลายได้อย่างชัดเจน และ “ศิลาจารึก” ที่ฝังอยู่ภายในกำแพงมณฑปปัจจุบันมีตู้กระจกครอบเพื่อรักษาสภาพ โดยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชได้โปรดสร้างขึ้น
          นอกจากนี้ภายในวัดจุฬามณียังมี “พระวิหารเก่า” เป็นอาคารแบบทรงโรง ศิลปะสมัยอยุธยาลักษณะคล้ายพระอุโบสถของวัดราชบูรณะ และมีพระพุทธรูปสำคัญอีกหลายองค์อยู่ภายในวัดจุฬามณี
          “หลวงพ่อขาว” พระพุทธรูปปูนปั้น ปางมารวิชัย ศิลปะสมัยอยุธยา ประดิษฐานอยู่ ณ พระอุโบสถหลังเก่า สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงอัญเชิญหลวงพ่อขาวมาจากมูลดินอินทรารามในค่ายทหาร
          “หลวงพ่อคง” พระพุทธรูปปูนปั้น ปางมารวิชัย ศิลปะสุโขทัย ที่ประดิษฐานเดิมปรักหักพัง ชาวบ้านจึงได้ร่วมใจกันสร้างพระวิหารหลังเล็กขึ้นมาใหม่เพื่อประดิษฐานหลวงพ่อคง
          “หลวงพ่อดำ” พระพุทธรูปปูนปั้นเนื้อสีดำ ปางมารวิชัย ศิลปะอยุธยา ตามประวัติชาวบ้านได้อัญเชิญหลวงพ่อดำมาทางเรือจากวัดจูงนาง หลวงพ่อดำมีสภาพชำรุด ครูทิว บูรณเขต เป็นผู้บูรณะ ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ภายในพระวิหารหลังเล็กเช่นเดียวกับหลวงพ่อคง
          “หลวงพ่อเพชร” เป็นพระพุทธรูปหินทราย ปางขัดสมาธิเพชรบนฐานรองรับองค์ เดิมสมเด็จไตรโลกนาถ กษัตริย์แห่งกรุงศรีสัชนาลัยทรงผนวช ณ วัดจุฬามณีแห่งนี้และเป็นผู้สร้างหลวงพ่อเพชรไว้ ต่อมาหลวงพ่อเพชร ได้ชำรุด อดีตเจ้าอาวาสจึงนำปูนมาพอกไว้ หลังจากปูนหลุดกระเทาะออกมาจึงเห็นว่าพระพักตร์ชำรุด พระกรหัก ประชาชนจึงช่วยกันบูรณะปฏิสังขรณ์องค์หลวงพ่อขึ้นมาใหม่ทำให้พุทธลักษณะของหลวงพ่อเพชรคล้ายศิลปะเชียงแสน ได้มีการนำเพชรมาประดับทที่พระเนตรและเม็ดพระศก ชาวบ้านจึงนิยมเรียกว่า “หลวงพ่อเพชร” แต่เพชรได้ถูกขโมยไปปัจจุบันประชาชนจึงได้ช่วยกันอนุรักษ์องค์หลวงพ่อไว้ดังที่เห็นในปัจจุบัน

แผนที่ 



แหล่งที่มา : 1

พระราชวังจันทน์

10.11.59


          พระราชวังจันทร์ ตั้งอยู่ภายในกำแพงเมืองพิษณุโลก บนฝั่งแม่น้ำน่านด้านทิศตะวันตก ตรงข้ามกับวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ เป็นพระราชวังเมืองพิษณุโลกที่เคยเป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์ตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนต้น สมเด็จพระนเรศวรมหาราช พระราชสมภพที่พระราชวังแห่งนี้

          ทางด้านทิศใต้มีวัดวิหารทอง และวัดศรีสุคต ซึ่งน่าจะเป็นวัดประจำพระราชวัง เช่นเดียวกับวัดพระศรีสรรเพชญ เป็นวัดประจำพระราชวังกรุงศรีอยุธยา

          เมืองพิษณุโลก เป็นเมืองที่ตั้งคร่อมสองฝั่งแม่น้ำน่านหรือเป็นลักษณะเมืองอกแตกที่มีแม่น้ำไหลผ่านกลางเมือง จากแนวกำแพงเมืองทางด้านทิศเหนือไปออกกำแพงเมืองด้านทิศใต้ เป็นเมืองที่มีกำแพงล้อมรอบ เมืองพิษณุโลกในทางประวัติศาสตร์มีชื่อเรียกเป็นอย่างอื่นอีกสองชื่อ คือสองแควกับชัยนาท

          เมืองสองแคว เป็นชื่อดั้งเดิมที่ปรากฏหลักฐานในศิลาจารึกสมัยสุโขทัยยุคต้น เพราะมีแม่น้ำไหลผ่านเมืองสองสายคือแม่น้ำน่านกับแม่น้ำน้อย เป็นเมืองสำคัญของอาณาจักรสุโขทัย โดยเฉพาะในสมัยพระมหาธรรมราชาลิไท ได้เสด็จมาประทับที่เมืองสองแควถึง 7 ปี(พ.ศ.1905-1912)

          เมืองชัยนาท ชื่อที่ปรากฏในหนังสือชินกาลมาลีปกรณ์ แต่งโดยพระรัตนปัญญาเถระ เมื่อพ.ศ.2060 และในหนังสือลิลิตยวนพ่าย แต่งขึ้นหลัง พ.ศ.2031 นอกจากนี้พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาได้กล่าวถึงสมเด็จพระนครินทราชาธิราช พระมหากษัตริย์กรุงศรีอยุธยา(พ.ศ.1952-1967) ให้โอรสคือเจ้าสามพระยาไปครองเมืองชัยนาท ต่อมาเจ้าสามพระยาได้ครองกรุงศรีอยุธยา ทรงพระนามว่าสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 (พ.ศ.1967-1991) 

          เมืองชัยนาทที่ระบุในเอกสารดังกล่าวข้างต้น ศาสตราจารย์ ดร.ประเสริฐ ณ นคร ได้แสดงหลักฐานที่ชี้ให้เห็นจนเป็นที่ยอมรับว่า ชัยนาทเป็นชื่อหนึ่งของพิษณุโลก หาใช่เมืองชัยนาทในเขตจังหวัดชัยนาทปัจจุบัน 

          นายพิเศษ เจียจันทน์พงษ์ ได้กล่าวให้เหตุผลไว้ว่า เมืองพิษณุโลกฝั่งตะวันออกที่มีวัดพระศรีรัตนมหาธาตุเป็นศูนย์กลาง คือเมืองสองแคว เป็นเมืองที่มีมาแล้วตั้งแต่สมัยสุโขทัยยุคต้นๆ โบราณสถานสำคัญที่กำหนดอายุในสมัยสุโขทัย ได้แก่ พระอัฏฐารศในพระวิหารเก้าห้อง ทางด้านทิศตะวันออกของพระปรางค์ประธานวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ และพระเจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์วัดเจดีย์ยอดทอง ตั้งอยู่นอกเมืองทางด้านทิศตะวันออก 

          ส่วนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำน่านคือเมืองชัยนาท ที่เจ้าสามพระยาได้สถาปนาขึ้นพร้อมกับพระราชวังจันทน์ที่เป็นศูนย์กลางอำนาจทางการปกครอง นอกจากนี้ยังพบว่าโบราณสถานสำคัญฝั่งตะวันตก ได้แก่วัดวิ หารทอง วัดศรีสุคตและวัดโพธิ์ทอง ล้วนมีรูปแบบที่อยู่ในช่วงระยะเวลาที่ตรงกับสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น 

          ส่วนชื่อเมืองพิษณุโลกนั้นน่าจะเรียกในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ(พ.ศ.1991-2031) ภายหลังจากทรงลาผนวชเมื่อ พ.ศ.2008 และโปรดฯ ให้ก่อกำแพงเมือง เพื่อเชื่อมเมืองทั้งสองสมัยบนสองฝั่งแม่น้ำให้เป็นเมืองเดียวกัน 

          สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงกล่าวถึงวังจันทน์เมืองพิษณุโลก ในสาสน์สมเด็จลายพระหัตถ์ลงวันที่ 5 พฤษภาคม 2481 ว่า คำว่าวังจันทน์ น่าจะมาจากคำว่า ตำหนักจันทน์หรือเรือนจันทน์ ในสมัยโบราณเรือนที่อยู่อาศัยทำด้วยไม้ทั้งสิ้น แต่สำหรับเรือนของพระเจ้าแผ่นดิน และเจ้านายที่ศักดิ์สูง เรือนจะสร้างด้วยไม้จันทน์ที่มีกลิ่นหอม คำว่าวังจันทน์ จึงน่าจะมาจากวังตำหนักจันทน์ 

          สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงครองเมืองพิษณุโลก เสด็จประทับที่วังจันทน์มาก่อน ต่อมาทรงสร้างวังสำหรับประทับเวลาที่เสด็จลงมากรุงศรีอยุธยา พระราชพงศาวดารเรียกวังที่สร้างใหม่ว่า วังใหม่ จนสมัยเมื่ออพยพผู้คนเมืองเหนือลงมากรุงศรีอยุธยา พวกชาวเมืองเหนือที่ตามเสด็จเรียกวังใหม่ว่า วังจันทน์ เหมือนวังที่เคยประทับที่เมืองพิษณุโลก วังจันทน์เมืองพิษณุโลกจึงเป็นต้นเค้าชื่อเรียกวังจันทน์เกษมของกรุงศรีอยุธยา 

          เรื่องราวเกี่ยวกับพระราชวังจันทน์พิษณุโลก ปรากฏหลักฐานในหนังสือจดหมายระยะทางไปพิษณุโลก พระนิพนธ์สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ พ.ศ.2444 คราวเสด็จเมืองพิษณุโลก เกี่ยวกับการหล่อพระพุทธชินราชที่จะอัญเชิญมาประดิษฐานเป็นพระประธานในพระอุโบสถวัดเบญจมบพิตร ทรงกล่าวถึงวังเมืองพิษณุโลกว่า 

          “..มีกำแพงสองชั้น ด้านทิศตะวันออกคงจะเป็นหน้าวัง ส่วนนอกกำแพงวังด้านทิศตะวันตกมีสระใหญ่ เรียกหนองสองห้อง และมีรับสั่งให้ขุนศรีเทพบาลทำแผนที่วัง...” 

          ในปี พ.ศ.2444 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสหัวเมืองฝ่ายเหนือ เพื่อทรงนมัสการพระพุทธชินราช และทรงหล่อพระพุทธชินราชจำลองที่เมืองพิษณุโลก มีพระราชหัตถเลขาเกี่ยวกับพระราชวังจันทน์ไว้ว่า 

          “มีกำแพงวังสองชั้น กำแพงวังชั้นนอกทรุดโทรมเหลือพ้นดินเล็กน้อย กำแพงวังชั้นในยังเหลือถึง 2 ศอกเศษ ในวังยังมีฐานซึ่งเข้าใจว่าเป็นพระที่นั่ง โดยยาว 22วา กว้าง 7วา มีกำแพงแก้วล้อมรอบ เหมือนพระที่นั่งจันทรพิศาล เมืองลพบุรี ฝีมือจะเป็นครั้งกรุงเก่า”

ขุดแต่ง–อนุรักษ์–พัฒนา

          ภายหลังสงครามอะแซหวุ่นกี้ ในปี พ.ศ.2318 พระราชวังจันทน์คงถูกทิ้งร้างให้ทรุดโทรมและพัง ทลายลงตามลำดับ แต่ความสำคัญและความทรงจำของผู้คนเกี่ยวกับพระราชวังเมืองพิษณุโลกยังคงมีอยู่ตลอด 

          ในปี พ.ศ.2474 กระทรวงศึกษาธิการได้ย้ายโรงเรียนพิษณุโลกพิทยาคมจากฝั่งวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ มาตั้งในบริเวณพระราชวังจันทน์ กระทั่งในปี พ.ศ.2479 กรมศิลปากรประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานพระราชวังจันทน์ และในปี พ.ศ.2537 ประกาศขอบเขตที่ดินโบราณสถานตามประกาศในราชกิจจานุเบกษาจำนวนพื้นที่ 128 ไร่ 2 งาน 50 ตารางวา 

          คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติโครงการบูรณะพระราชวังจันทน์ และย้ายโรงเรียนพิษณุโลกฯ เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2545 เงินงบประมาณที่อนุมัติ 403,034,900 บาท แบ่งเป็นงบประมาณในส่วนของกรมศิลปากรจำนวน 261 ล้านบาทเศษ และงบประมาณในส่วนของกรมสามัญศึกษาจำนวน 141 ล้านบาทเศษ 

          สำนักศิลปากรที่ 6 สุโขทัย ได้มอบหมายให้มหาวิทยาลัยนเรศวรพิษณุโลกจัดทำแผนแม่บทโครงการบูรณะพระราชวังจันทน์ และย้ายโรงเรียนพิษณุโลกฯ ในปี พ.ศ.2546 เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินงานอนุรักษ์พัฒนาพระราชวังจันทน์และพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง โดยมีแนวทางการดำเนินงานโยกย้ายบ้านเรือนราษฎร ที่ทำการราชการ สำรวจขุดค้นขุดแต่งโบราณคดี บูรณะโบราณสถาน ควบคุมการใช้ที่ดินในเขตพระราชวังและพื้นที่แวดล้อม ปรับปรุงสภาพภูมิทัศน์มีความกลมกลืนและสอดคล้องกับโบราณสถาน เป็นต้น 

          จากการขุดค้นโบราณคดีบริเวณพื้นที่โรงเรียนพิษณุโลกฯ ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.2535 มาถึงปัจจุบันพบว่าพระราชวังนี้มีการก่อสร้างซ้อนทับ 3 สมัย ภาพรวมสมัยที่ 1 ร่องรอยเป็นแนวเขื่อนก่ออิฐ บริเวณพื้นที่ทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือ หลักฐานมีไม่มาก เนื่องจากระดับพื้นใช้งานอยู่ต่ำกว่าระดับแนวโบรารสถานในสมัยหลัง 

          สมัยที่ 2 อยู่ในช่วงหลังสมัยที่ 1 ขอบเขตพระราชวังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า วางตัวในแกนทิศเหนือ-ใต้ เบนไปทางทิศตะวันตกเล็กน้อย พระราชวังหันหน้าไปทางตะวันออกสู่แม่น้ำน่าน กำแพงด้านนอกขอบเขตโดย รวม185 เมตร ยาว300 เมตร กำแพงหนา 1 เมตร นอกจากนี้พบแนวกำแพงกั้นแบ่งพื้นที่พระราชวังออกเป็น 3 ส่วน ชั้นนอก กลางและใน เช่นเดียวกับพระราชวังโบราณกรุงศรีอยุธยา และพระนารายณ์ราชนิเวศน์ เมืองลพบุรี 

          สมัยที่ 3 อยู่ในช่วงสุดท้ายพระราชวัง ซากสิ่งก่อสร้างเห็นได้ชัดที่สุด คือแนวกำแพงวังสองชั้น กำแพงชั้นนอกขอบเขตกว้าง 192.5 เมตร ยาว 267.5 เมตร ก่ออิฐเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าครอบคลุมพื้นที่พระราชวัง ตามแนวกำแพงมีกรอบรูปที่เรียกว่าทิมดาบ ขนาดความยาว 7 เมตรเป็นระยะต่อ เนื่องกันไป นอกจากนี้ยังพบช่องประตูด้านตะวันออกและตก ตรงกับประตูกำแพงชั้นนอก ด้านหน้าทิศเหนือก่อเป็นมุขยื่นออกมา อาคารหลังนี้น่าจะตรงกับพระราชหัตถเลขารัชกาลที่ 5 ทรงกล่าวว่าเหมือนพระที่นั่งจันทรพิศาล เมืองลพบุรี 

          โบราณวัตถุที่ขุดค้นพบ เช่น กระเบื้องมุงหลังคาดินเผาแบบกาบกล้วย แผ่นดินเผาสำหรับปูพื้นตะปูจีน(ยึดเครื่องไม้) ภาชนะดินเผารูปแบบต่างๆ จากแหล่งเตาเผาบ้านเตาไห เตาตาปะขาวหายพิษณุโลก เตาแม่ น้ำน้อยสิงห์บุรี เตาทุเรียงเมืองสุโขทัย และเตาเผาเมืองศรีสัชนาลัย เครื่องถ้วยราชวงศ์หยวน-หมิง-ชิง เป็นต้น 

          ปีงบประมาณ 2552 ทำการปรับปรุงสภาพภูมิทัศน์ในเขตพระราชวัง ขุดค้นขุดแต่งโบราณคดีบริเวณวัดวิหารทอง กำแพงเมืองพิษณุโลกบริเวณวัดโพธิญาณ รื้อย้ายบ้านเรือนราษฎรในเขตโบราณสถานจำนวน 137 หลัง และสร้างอาคารศูนย์ประวัติศาสตร์พระราชวังจันทน์ 1 หลัง 

          พระราชวังจันทน์เมืองพิษณุโลก นับเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญยิ่งแห่งหนึ่งของประเทศไทย เป็นหลักฐานทางกายภาพที่สัมผัสได้ แสดงถึงประวัติศาสตร์อันรุ่งโรจน์และยาวนานของเมืองพิษณุโลก อันนอก เหนือที่จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม หมายถึงคนในถิ่นด้านเศรษฐกิจ เป็นแหล่งเรียนรู้ของผู้คนทุกระดับ 
          รวมทั้งจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของเมืองพิษณุโลก

แผนที่



แหล่งที่มา : 1

วัดจันทร์ตะวันตก

10.11.59

          เป็นวัดแห่งหนึ่งริมแม่น้ำน่านตั้งอยู่บริเวณสะพานสุพรรณกัลยา อยู่ตรงข้ามกับวัดจันทร์ตะวันออกโดยมีแม่น้ำน่านกั้นกลาง หมู่บ้านวัดจันทร์ตะวันตกจะก่อตั้งเกิดขึ้นเมื่อใดไม่ปรากฏหลักฐานที่แน่ชัดแต่พอจะทราบได้จากบันทึกและคำบอกกล่าวเล่าต่อๆ กันมาพอจะสรุปเป็นสังเขปได้ดังนี้
          ประมาณปีพ.ศ. 2400 เดิมทีที่ตั้งของหมู่บ้านแห่งนี้เป็นป่าดงในอดีตมีวัดรังเงิน ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่มาก ผู้รู้เล่าขานกันมาว่าวัดรังเงินสร้างขึ้นมาพร้อมๆ กับการสร้างเมืองพิษณุโลก ประชากรที่อาศัยอยู่รอบๆ วัดเป็นลาวอพยพมาจากเวียงจันทน์ ต่อมาเกิดเหตุเพลิงไหม้เผาผลาญบ้านเรือนของผู้อุปถัมภ์วัดที่อยู่รอบๆ วัดเสียหายหมด ชาวบ้านไม่สามารถดับไฟได้เพราะในหมู่บ้านมีแต่บ่อน้ำที่ขุดใช้เองทำให้มีน้ำไม่เพียงพอที่สู้ภัยจากไฟได้
          เหตุการณ์ที่เกิดเพลิงไหม้ครั้งนั้นได้รับความเดือดร้อนเป็นอันมาก เนื่องจากหมู่บ้านอยู่ห่างไกลจากแม่น้ำน่าน จึงร่วมกันคิดขึ้นมาว่าควรจะหาสถานที่ตั้งวัดติดกับแม่น้ำ นายเทศ นางทองคำ มีจิตศรัทธาได้มอบที่ดินของตนให้กับวัดจำนวน 16 ไร่ 3 งาน เมื่อดำเนินการก่อสร้างวัดแล้วเสร็จ นิมนต์หลวงพ่อเสือที่อยู่วัดรังเงินมาอยู่ที่วัดสร้างใหม่ ณ ที่อยู่ปัจจุบันนี้และได้ตั้งชื่อว่าวัดจันทร์เมื่อ พ.ศ. 2400 เหตุผลที่ตั้งชื่อว่าวัดจันทร์นั้นเพราะว่าในวัดมีตันจันทร์ใหญ่อยู่ 1 ต้น และมีต้นจันทร์เล็กๆ อีกหลายต้นขึ้นอยู่ในวัด
          ในปี พ.ศ. 2481 ตั้งโรงเรียนประชาบาลขึ้นใช้ศาลาของวัดเป็นโรงเรียน และได้รับอนุญาตจากกระทรวงศึกษาธิการ ต่อมาได้ย้ายโรงเรียนจากวัดฯ มาตั้งอยู่ที่วัดรังเงิน ซึ่งร้างว่างเปล่าอยู่นานแล้วและใช้ชื่อโรงเรียนว่า "โรงเรียนวัดจันทร์ตะวันตกมิตรภาพที่ 73" อยู่จนถึงปัจจุบันนี้ ส่วนวัดจันทร์ตะวันตก ได้ก่อสร้างพระอุโบสถขึ้น 1 หลัง ได้รับพระราชทานวิสูงคามสีมาเมื่อ 19 มีนาคม 2490 สำนักสงฆ์แห่งนี้จึงได้รับนามว่า วัดจันทร์ตะวันตก โดยสมบูรณ์ตั้งแต่นั้นมา
ที่มา ข้อมูลชุมชนวัดจันทร์ตะวันตก

ประวัติศาสตร์ของวัดจันทร์ตะวันตก มีดังนี้


          วัดนี้เข้าใจว่าสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยอยุธยาหรือก่อนหน้านั้นแล้วก็ได้ เพราะปรากฏในพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาหลายตอนซึ่งตรงสมัยกรุงธนบุรี ตอนอแซหวุ่นกี้แม่ทัพพม่ายกทัพมาล้อมเมืองพิษณุโลก เมื่อราว ๒๐๐ ปีล่วงมาแล้ว จะขอยกกล่าวเป็นบ้างตอนดังนี้
          "...ครั้น ณ วันอังคาร แรม ๒ ค่ำ เดือน ๓ กลางคืนเพลาสี่ทุ่ม จึงเสด็จทัพหลวงขึ้นไป ณ ค่ายมั่นใกล้วัดจันทร์ดำรัสให้กองพระยายมราช และพระยานครราชสีมา พระยาพิชัยสงคราม ยกไปช่วยพระยานครสวรรค์ ซึ่งตั้งค่ายประชิดโอบค่ายพม่า ณ วัดจันทร์นั้น..."
          และอีกตอนหนึ่งกล่าวไว้ว่า
          "...แล้วให้กองพระยาธรรมายกหนุนขึ้นไปช่วยพระยามหามนเฑียร และพระยานครสวรรค์ ซึ่งไปตั้งค่ายประชิดโอบหลังค่ายพม่า ณ วัดจันทร์ฟากตะวันตก..."
          จะเห็นได้ว่าในตอนแรกนั้นกล่าวถึงวันจันทร์ตะวันออกนั้นเอง ส่วนที่กล่าวถึงในตอนหลัง คือวัดจันทร์ตะวันตก แสดงว่าวัดทั้งสองมีมาแล้วเมือ ๒๐๐ ปีเศษล่วงมาแล้ว
ที่มา วัดจันทร์ตะวันตก

          วัดจันทร์ตะวันตก ขอเปิดภาพวัดจันทร์ตะวันตกด้วยป้ายชื่อวัดที่กำแพงตรงกับสะพานสุพรรณกัลยาการเดินทางมายังวัดจันทร์ตะวันตกจากนครสวรรค์มีทางแยกขวามือมีป้ายบอกเข้าวัดจันทร์ตะวันตก ถึงก่อนตัวเมืองพิษณุโลก ทางแยกแรกถนนประชาอุทิศขับตามทางสายหลักไปเรื่อยๆ ก็ถึงวัดจันทร์ตะวันตก หรือแยกถนนไชยานุภาพ (กรณีที่ขับเลยแยกแรกไปแล้ว) ขับตามทางถึงวัดได้เลยเหมือนกัน หรือหากมาจากวัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหารหลังจากไหว้พระพุทธชินราชแล้วกลับรถข้ามสะพานแม่น้ำน่าน เลี้ยวซ้ายเข้าถนนวังจันทร์ก็มาถึงวัดจันทร์ตะวันตกได้เหมือนกัน หากวางแผนไหว้พระพุทธชินราชแล้วกินข้าวเที่ยงก่อนหากไม่ไปก๋วยเตี๋ยวห้อยขาที่ใกล้ๆ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จะมาหาอาหารกินแบบบรรยากาศถึงพิษณุโลกก็มาตามถนนพุทธบูชา (เลียบแม่น้ำน่านฝั่งตะวันออก) ใกล้สะพานสุพรรณกัลยามีแพร้านอาหารหลายร้านให้เลือก หากจะให้แนะนำขอแนะนำแพภูฟ้าไทย เป็นแพที่ผมไปกินทุกครั้งที่อยากกินอาหารบนแพ รสชาดรับรองได้เลยอร่อย ส่วนราคาก็ตามมาตรฐานครับไม่แพงจนเกินไป กินข้าวเสร็จก็ขับข้ามสะพานไปวัดจันทร์ตะวันตกได้เลย ภาพที่เห็นจากสะพานสุพรรณกัลยาคือกำแพงวัดที่สวยงามสะดุดตามากๆ จนอดไม่ได้ที่จะจอดรถลงมาถ่ายรูป


          กำแพงวัดจันทร์ตะวันตก ต่อด้วยภาพอีกชุดหนึ่งของกำแพงวัดให้เห็นกันหลายๆ มุม กำแพงวัดแห่งนี้ยาวมากและสร้างแบบเดียวกันตลอดสวยงามมากรูปเทพพนมถือดอกบัวทุกช่อง ใน 1 ช่วงของกำแพงมี 5 ช่องเท่ากันตลอดด้านในมีลวดลายสวยงามแบบเดียวกันตลอด จากนั้นก็เข้าไปหาที่จอดรถในวัด ภายในวัดมีต้นไม้ร่มรื่นบางส่วน อีกส่วนหนึ่งเป็นพื้นที่โล่งกว้างประดิษฐานพระพุทธรูปหลวงพ่อทองไหลมา ซึ่งจะกล่าวถึงในอันดับต่อไป สถานที่จอดรถที่หาได้ง่ายหน่อยอยู่ใกล้ๆ กุฎิเจ้าอาวาสจะเห็นว่ามีคนเดินทางมาทำบุญกันต่อเนื่องตลอดทั้งวันเนื่องจากตอนนี้ทางวัดกำลังสร้างสมเด็จองค์ปฐมและมหาวิหารสมเด็จองค์ปฐม พระนามว่าสมเด็จพระพุทธสิกขีที่ 1 เป็นพระพุทธเจ้าองค์แรกของโลก การก่อสร้างก็ดำเนินไปเรื่อยๆ กำลังสร้างส่วนฐานอยู่ครับท่านใดสนใจก็เชิญที่วัดกันเลยครับ


          พระพุทธเจดีย์สระหลวง เป็นเจดีย์ที่สร้างขึ้นเพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุและประดิษฐานพระไภษัชยคุรุไพฑูรยประภาตถาคต และเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าวิหารหลวงปู่สุ่น มีรูปหลวงปู่สุ่นด้านหน้าพระพุทธรูป มีคำจารึกด้านหลังว่า จารึกสระหลวง ศุภมัสดุพระพุทธศาสนกาลล่วงได้ 2549 ปี ด้วยฯข้าฯ นาวาเอกจุลินทร์ เหลือนาค คนบ้านจอมทอง จังหวัดพิษณุโลก ผู้เชื่อและมีศรัทธาอย่างแรงกล้าในบวรพระพุทธศาสนาพร้อมด้วยพลเอก ดร.ศิริ ทิวะพันธุ์ และคุณเปรมฤดี ชามพูนท ผู้เป็นกัลยาณมิตรได้พร้อมใจกันอาราธนาพระคุณเจ้าพระอุบาลี อตุโล เป็นองค์อุปถัมภ์ร่วมกันก่อสร้างพระพุทธเจดีย์สระหลวง เพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้า ณ วัดจันทร์ฝั่งตะวันตก กับทั้งอุทิศมหากุศลนี้ ถวายแด่สมเด็จพระนเรศวรมหาราช สมเด็จพระเอกาทศรถ และสมเด็จพระพี่นางสุพรรณกัลยา ผู้ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อแผ่นดินสยามเป็นอเนกประการ ด้วยพระบรมเดชานุภาพของทั้งสามพระองค์กับทั้งผลแห่งบุญกุศลครั้งนี้ จงดลบันดาลให้แผ่นดินสยามร่มเย็นเป็นปึกแผ่น และผู้ร่วมกองการมหากุศลครั้งนี้จงได้บรรลุพระนิพพานในชาติปัจจุบันนี้ด้วยเทอญ


          พระพุทธเจดีย์สระหลวง ภาพชุดนี้แสดงให้เห็นความสวยงามกันรอบด้าน ตั้งแต่ด้านหน้าภาพซ้ายบน ด้านข้างภาพขวาบน มุมเฉียงในภาพล่างซ้าย และด้านหลังซึ่งปรากฏคำจารึกสระหลวง ภาพพระพุทธเจดีย์สวยงามมากแต่เนื่องจากเวลาที่มาถึงวัดช่วงบ่าย 3 โมง ทำการถ่ายภาพได้ยากในบางมุมที่ต้องเจอปัญหาการย้อนแสง โดยหลักการแล้วการถ่ายภาพวัดต้องคำนึงถึงเวลาในช่วงเช้าเป็นหลักเพราะศาสนสถานจะสร้างให้หันออกไปด้านทิศตะวันออกเป็นส่วนใหญ่

พระไภษัชยคุรุไพฑูรยประภาตถาคต คำบูชาพระไภษัชยคุรุไพฑูรยประภาตถาคต
นะโม ภาคะวะเต ไภษัชะเย คุรุ ไพฑูรยะปะระภะ ราชายะ ตะถาคะตายะ อะระหะเต สัมยัก สัมพุทธายะ ตัทยะถา
โอม ไภษัชะเย ไภษัชะเย มะหาไภษัชะเย ราชา สมุทคะเต สะวาหา
          คำแปลพระคาถา ขอนมัสการพระไภษัชะ คุรุ ไพฑูรรย์ประภา ผู้ทรงฤทธานุภาพ มีแสงสว่างงามดังแก้วไพฑูรย์ เป็นราชาบรรลุถึงจริงแท้แห่งความหลุดพ้น สู่ความเป็นพระพุทธเจ้า โดยประการฉะนี้ ขอพระไภษัช มหาราชา ผู้เป็นเจ้าแห่งสมุทร จงดลบันดาลให้เกิดความสุขความเจริญแก่ข้าพเจ้าเทอญ หลวงพ่อทองไหลมา เป็นพระพุทธรูปปางอุ้มบาตรประทับยืนสูงมาก อยู่กลางลานกว้างของวัด เป็นที่สะดุดตาประชาชนที่เดินทางผ่านไปมาตามถนนข้างวัด ลักษณะการสร้างพระพุทธรูปปางอุ้มบาตรสูงๆ และการสร้างวิหารสมเด็จองค์ปฐม ทำให้เกิดความเกี่ยวโยงกันกับวัดจันทาราม หรือวัดท่าซุงจังหวัดอุทัยธานี และเกี่ยวข้องกับหลวงพ่อฤๅษีลิงดำด้วย ทั้งนี้ผมยังไม่ได้สอบถามหรือศึกษาประวัติท่านเจ้าอาวาส แต่น่าจะเป็นศิษย์ในสายหลวงปู่ปานและหลวงพ่อฤๅษีลิงดำครับ
พระอุโบสถวัดจันทร์ตะวันตก ปกติไม่ได้เปิดให้เข้าชมครับ ประชาชนที่เดินทางมาส่วนใหญ่จะไหว้พระที่หลวงพ่อทองไหลมา และพระพุทธเจดีย์สระหลวงมากกว่า

          วิหารเทวาลัยพระพิฆเณศ เป็นวิหารที่อยู่นอกกำแพงวัด ตั้งอยู่เชิงสะพานสุพรรณกัลยาฝั่งตะวันตก ซึ่งตรงกับประตูทางเข้าวัดจันทร์ตะวันตกอีกด้านหนึ่ง หากเดินทางโดยใช้เส้นทางข้ามสะพานสุพรรณกัลยาจะเป็นวิหารเทวลัยพระพิฆเณศโดดเด่นมากเพราะมีขนาดที่ใหญ่มาก อยู่ใกล้กับพระพุทธเจดีย์สระหลวงแต่เจดีย์อยู่ภายในกำแพงวัด หากมีโอกาสได้ไปที่วัดแห่งนี้ขอเชิญร่วมทำบุญสร้างมหาวิหารสมเด็จองค์ปฐมกันครับ จากแบบที่ท่านเจ้าอาวาสได้ออกแบบไว้และเขียนเป็นภาพจำลองออกมาจะเห็นว่ามีความสวยงามมากๆ ครับ ลักษณะพระพุทธศิลป์ขององค์สมเด็จองค์ปฐมเป็นพระพุทธรูปทรงเครื่องที่งดงามมาก

          จากข้อมูลของทางวัดอานิสงส์ของการสร้างสมเด็จองค์ปฐมและมหาวิหารสมเด็จองค์ปฐม คือได้นิพพานเร็ว ไปนิพพานเร็วมากเพราะเข้าบัญชีสีทอง ไม่ใช่ตัวหนังสือทอง บัญชีทั้งเล่มเป็นทอง นั้นหมายถึงกลับไม่ได้ เพราะว่าพระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ต้องโมทนาหมด พระอาจาย์อุบาลี อตุโล ได้กว่าวถึงอานิสงส์ในการสร้างสมเด็จองค์ปฐมและการสร้างมหาวิหารไว้ดังนี้ ท่านที่ได้ทำบุญถ้ายังไม่ถึงซึ่งพระนิพาน ก็จะได้เป็นใหญ่กว่าคนทั้งหลายในชาตินั้น เพียบพร้อมด้วยบริวาร เกิดทุกชาติจะสมบูรณ์ทุกอย่างพร้อมด้วยทรัพย์สินเงินทองมากมาย เกิดทุกชาติย่อมพบพระพุทธศาสนา และได้บำรุงพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรือง เกินทุกชาติย่อมพบแต่บัณฑิต นักปราชญ์ให้ทานฟังธรรม เกิดทุกชาติย่อมบริบูรณ์ด้วยบริวารสมบัติ มนุษย์สมบัติ ย่อมบันเทิงในสวรรค์สมบัติเพียบพร้อมด้วยบริวารนับแสน

แผนที่

 
แหล่งที่มา : 1 , 2 , 3

วัดนางพญา

10.11.59


          วัดนางพญา ตั้งอยู่บริเวณเดียวกับวัดราชบูรณะ ถัดไปทางทิศตะวันออก มีลักษณะสถาปัตยกรรมสมัยเดียวกับวัดราชบูรณะ ต่างกันที่วัดนางพญาไม่มีพระอุโบสถมีแต่วิหาร วัดนี้มีชื่อเสียงในด้านพระเครื่อง เรียกว่า พระนางพญา ซึ่งเล่าลือกันถึงความศักดิ์สิทธิ์ พระนางพญาเป็นสุดยอดพระ หนึ่งในชุดเบญจภาคี พระเครื่องนางพญามีชื่อเสียงทางด้านเมตตามหานิยม โดยเฉพาะสุภาพสตรีที่เป็นนักปกครองและหัวหน้างาน ต้องดูแลลูกน้องจำนวนมาก โดยจะมีความเชื่อว่าจะทำให้ผู้ใต้ปกครองยำเกรงประดุจ "นางพญา" ปัจจุบันหาได้ยากมาก มีก็แต่ที่ได้สร้างจำลองขึ้นภายหลัง 

ประวัติความเป็นมา

          วัดนางพญา ตั้งอยู่ถนนจ่าการบุญ อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก สังกัดคณะสงฆ์มหานิกายพื้นที่ตั้งวัดเป็นที่ราบลุ่มอยู่ถนนมิตรภาพและอยู่ใกลชิดแม่น้ำน่าน การคมนาคมสะดวก อาคารเสนาสนะต่างๆ มี อุโบสถกว้าง ๑๐.๕๐ เมตร ยาว ๒๐ เมตร สำหรับปูชนียวัตถุมี พระประธานในอุโบสถเรียกพระสมเด็จนางพญาเรือนแก้ว นอกจากนี้มีพระเครื่องพิมพ์นางพญา เป็นต้นตระกูลในสมัยนั้น ๓ ขนาด และมีเจดีย์เก่า ๒ องค์ มีมาคู่กับวิหารวัดนางพญา สร้างขึ้นเป็นวัดนับตั้งแต่ประมาณ พ.ศ. ๒๑๒๐ เป็นที่ทราบกันว่าสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช ทางสร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติ์พระนางวิสุทธิกษัตริย์ พระราชชนนีสมเด็จพระนเรศวรมหาราช วีรกษัตริย์ไทย วัดนี้เป็นวัดต้นตระกูลของพระเครื่องสมเด็จนางพญา

          แต่เดิมนั้นยังไม่มีอุโบสถ แต่มีวิหารสมเด็จนางพญาเรือนแก้ว ต่อมาวิหารชำรุดทรุดโทรม ทางวัดจึงได้ทำการบูรณะของเก่าทำให้เป็นอุโบสถ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบันพระราชทานพระฤกษ์การสร้างอุโบสถ ณ วันพุธที่ ๑๙ มกราคม พ.ศ.๒๕๒๑ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาวันที่ ๒๔ มกราคม พ.ศ.๒๕๐๖ เกี่ยวกับการศึกษา ทางวัดได้เปิดสอนพระปริยัติธรรม พ.ศ.๒๕๐๕


          พระพิมพ์นางพญา พระพิมพ์นางพญานี้ สันนิษฐานว่า สมเด็จพระมหาธรรมราชา ผู้ครองเมืองพิษณุโลกในขณะนั้น ได้ทรงสร้างขึ้นเพื่อพระราชทานแก่พระวิสุทธิกษัตริย์องค์พระมเหสี เนื่องในโอกาสที่พระองค์สร้างวัดนางพญา และวัดราชบูรณะ และได้นำพระนางพญาบรรจุไว้บนหอระฆังของเจดีย์ ซึ่งอยู่ทางด้านทิศตะวันตกของวัด ต่อมาเมื่อเจดีย์หักพังลงมา พระนางพญาจึงตกลงมาปะปนกับซากเจดีย์ และกระจายทั่วไปในบริเวณวัด ได้มีการพบกรุพระนางพญาครั้งแรกเมื่อประมาณปี พ.ศ. ๒๔๔๔ และได้นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และให้บรรดาข้าราชบริพาร ครั้งหลังเมื่อประมาณปี พ.ศ. ๒๔๘๕ ในสมัยสงครามมหาเอเซียบูรพา เมื่อมีการขุดหลุมหลบภัยจึงไปพบพระนางพญาเป็นจำนวนมาก กระจายอยู่ทั่วไปในบริเวณวัด พระพิมพ์นางพญา เป็นพระพิมพ์ปางมารวิชัย องค์พระอยู่ในกรอบสามเหลี่ยมหน้าจั่ว มีเหลี่ยมรอยตัดด้วยเส้นตอกตัดเรียบร้อย สวยงามปราณีต เป็นพระพิมพ์เนื้อดินเผาเนื้อแกร่ง และเนื้อหยาบ เนื้อมีส่วนผสมของดินว่านต่างๆ แร่ธาตุ กรวดและทราย เนื้อที่มีสีเขียวและสีดำจะมีความแกร่งมากกว่าสีอื่น เนื่องจากถูกเผาด้วยอุณหภูมิสูง สีโดยทั่วไปจะเป็นสีแดงคล้ำน้ำตาลแก่ เขียวตะไคร่แกมดำสีเม็ดพิกุลแห้ง สีกระเบื้อง หรือสีหม้อไหม้ สีสวาทหรือสีเทา และสีแดงคล้ำมีควาบกรุ ที่เรียกว่าเนื้อมันปู และสีขาวอมชมพู


          รูปแบบของพิมพ์มีอยู่ ๖ พิมพ์ด้วยกันคือ พิมพ์ใหญ่เข่าตรง พิมพ์ใหญ่เข่าโค้ง พิมพ์ใหญ่อกนูน พิมพ์เล็กอกนูน พิมพ์สังฆาฏิ และพิมพ์เทวดา เชื่อกันว่าพระพิพม์นางพญามีอานุภาพศักดิ์สิทธิ์ด้านเมตตามหานิยมให้ลาภยศ แคล้วคลาดจากอันตราย และภัยพิบัติทั้งปวง อยู่ยงคงกระพันไม่ว่าอาวุธใด ๆ ไม่อาจทำอันตรายได้พระวิหาร เป็นอาคารทรงโรงก่ออิฐถือปูนมี ๖ ห้อง สถาปัตยกรรมสมัยสุโขทัย พระประธานเป็นพระพุทธรูปปูนปั้น ศิลปะสุโขทัย ฝาผนังด้านหลังเขียนภาพไตรภูมิ ฝาผนังด้านหน้าเขียนภาพพุทธประวัติ ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๕ ได้มีการดัดแปลงพระวิหารให้เป็นพระอุโบสถ โดยการก่อสร้างขึ้นใหม่หมดทั้งหลัง


          วัดนางพญา วัดสำคัญแห่งหนึ่งในวงการพระเครื่อง และวงการนี้คงไม่มีใครไม่รู้จักสมเด็จนางพญา พระเครื่องที่โด่งดังที่ยากจะได้เห็นของจริงแท้ๆ กันสักครั้งเนื่องจากมีราคานิยมค่อนข้างสูง กรุวัดนางพญา มีการค้นพบพระเครื่อง 2 ครั้งคือในปี พ.ศ. 2444 และครั้งหลังเมื่อ พ.ศ. 2497 การเดินทางมายังวัดนางพญาใช้เส้นทางเดียวกันกับวัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร เนื่องจากวัดนางพญาอยู่ติดกันมีถนนจ่าการบุญคั่นกลางระหว่างวัดทั้งสอง ในขณะที่เดินชมรอบๆ บริเวณวัดพระศรีรัตนมหาธาตุอยู่นั้นได้เห็นป้ายชื่อวัดนางพญาซึ่งอยู่ตรงกับประตูกำแพงวัดไหนๆ ก็มาไหว้พระพุทธชินราชแล้ว ก็เดินข้ามถนนมาไหว้พระวัดนางพญาอีกหน่อยจะได้ภาพและข้อมูลมาเขียนเล่าสู่กันฟัง ภาพบนซ้ายแสดงให้เห็นว่ามีถนนกั้นกลางระหว่างกำแพงวัดทั้งสองวัด มีรถผ่านไปมาตลอดเวลาเพราะบางครั้งที่จอดรถในวัดพระศรีรัตนมหาธาตุเต็มจะเห็นคนมาจอดรถที่ถนนจ่าการบุญแทน เพราะสะดวกและใกล้ประตูวัด แต่ถ้าต้องไปจอดไกลๆ ท้ายถนนก็ไม่ไหวเหมือนกันครับไกลมาก เมื่อเข้าไปในวัดก็มองหาปูชนียสถานที่สำคัญของวัดปรากฏว่าพบอุโบสถหลังนี้ (เดิมทีเป็นวิหาร) ล้อมด้วยระเบียงคดเกือบรอบเป็นรูปสี่เหลี่ยม เว้นช่องไว้เป็นประตูเข้าออกวัดตรงหน้าอุโบสถ ด้านหลังมีเจดีย์เก่าแก่มาก 2 องค์ (ภาพล่างซ้าย) ส่วนด้านหน้าประดิษฐานพระสังกัจจายน์ เป็นบริเวณที่จัดไว้สำหรับจุดธูปเทียนบูชาพระด้านนอกอุโบสถ บันไดทางเดินขึ้นมีสิงห์อยู่เป็นคู่


          ประตูวิหารวัดนางพญา มีป้ายชื่อวัดนางพญาสีแดงมาตั้งไว้ 2 ป้าย คงเป็นเพราะวัดนางพญาอยู่ใกล้กับวัดพระศรีรัตนมหาธาตุมาก หากไม่มีป้ายบอกหลายคนคงเข้าใจว่าวิหารหลังนี้เป็นส่วนหนึ่งของวัดพระศรีรัตนมหาธาตุมากกว่าที่จะเป็นอีกวัดหนึ่ง เหตุผลอีกอย่างหนึ่งก็คือพระประธานในวิหารเป็นสมเด็จนางพญาเรือนแก้ว พุทธลักษณะการสร้างคล้ายพระพุทธชินราชมาก โดยทั่วไปสำหรับพุทธศาสนิกชนอย่างเราๆ เมื่อเดินทางไปวัดต่างๆ ในหลายๆ จังหวัดคงได้พบพระพุทธชินราชจำลองประดิษฐานอยู่หลายวัดเพราะมีประชาชนศรัทธาพระพุทธชินราชกันเป็นอย่างมาก หากไม่มีพระนามติดที่ฐานผมเองก็คงเข้าใจผิดเหมือนกัน


          สมเด็จนางพญาเรือนแก้ว คาถาบูชา สุนะจะเร (๙ จบ) แล้วอธิษฐาน สมเด็จนางพญาเรือนแก้วเป็นพระพุทธรูปเก่าแก่ที่มีมาพร้อมกับการสร้างวัดแต่ข้อมูลหลักฐานการสร้างและข้อมูลอื่นๆ ยังไม่มีปรากฏครับ สมเด็จนางพญาเรือนแก้วเป็นพระพุทธรูปที่มีประชาชนเดินทางมากราบไหว้ขอพรตลอดทั้งวัน ในบางครั้งที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุจัดงานอย่างเช่นวันลอยกระทง วัดนางพญาจะเปิดให้เป็นที่จอดรถ แต่เก็บค่าจอดเพื่อเป็นการบำรุงวัดนะครับ พระพุทธศิลป์สมเด็จนางพญาเรือนแก้วงดงามมาก มีช่างภาพทั้งมืออาชีพและมือสมัครเล่นเดินทางมาถ่ายภาพมากมาย หากค้นหาคำว่าสมเด็จนางพญาเรือนแก้วจะพบหน้า multiply.com ซึ่งเป็นเว็บรวมภาพถ่ายของช่างภาพหลายๆ คนปรากฏขึ้นมา


          รอบๆ อุโบสถวัดนางพญา เมื่อไหว้พระขอพรกันเป็นที่เรียบร้อยแล้วผมก็เดินชมรอบๆ พระอุโบสถและระเบียงคด ที่ระเบียงคดด้านทิศตะวันตกมีภาพเขียนสีสันสวยงาม 3 ภาพบนฝาผนังด้านใน ขอบหน้าต่างอุโบสถเป็นความชอบส่วนตัวครับไม่ว่าไปวัดไหนก็อยากถ่ายภาพช่องประตูและหน้าต่างเก็บไว้เสมอเพราะมีความรู้สึกว่าซุ้มประตูและหน้าต่างมีความสวยงามไม่แพ้ส่วนอื่นๆ


          พระบรมรูปสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช เป็นวิหารหลังเล็กๆ แยกออกมานอกระเบียงคดของวัดนางพญา มีทางเข้าแยกกันอีกประตูหนึ่ง ภายในมีพระบรมรูปสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช และสมเด็จพระวิสุทธิกษัตรี มีรูปปั้นฤๅษี ได้แก่ปู่ฤๅษีนารอด ปู่ฤๅษีตาวัว เป็นต้น มีภาพเขียนสมเด็จพระนเรศวรมหาราช และพระเชษฐภคิณีคือ พระสุพรรณกัลยา ทางวัดกำลังรวบรวมปัจจัยในการปรับปรุงวิหารหลังนี้ขึ้นใหม่เพื่อให้สมฐานะ


พระบรมรูปสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช พระบรมรูปสมเด็จพระวิสุทธิกษัตรี


          ลานเสริมศักดิ์ศรีบารมีพระพุทธชินราช เป็นลานประกอบด้วยอาคารหลายหลังลักษณะคล้ายศาลาทรงไทย ขนาดต่างๆ กัน อยู่หัวมุมถนนจ่าการบุญ มีทางเดินปูด้วยอิฐตัวหนอนแยกจากกำแพงวัดนางพญา(ภาพล่างซ้าย) ไม่แน่ใจว่าพื้นที่ลานเสริมศักดิ์ศรีบารมีพระพุทธชินราช เป็นของใคร ในบริเวณลานนี้มีรั้วกั้นตลอดแนวมีประตูทางเข้าที่เปิดเข้าไปได้ ปิดท้ายด้วยภาพล่างขวาเครื่องสักการะพระบรมรูปสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช ให้ประชาชนได้บูชานำไปสักการะในวิหาร จบการแนะนำวัดนางพญาไว้เท่านี้ก่อนหากมีข้อมูลเพิ่มเติมจะนำมาอัพเดตกันใหม่ครับ

แผนที่



แหล่งที่มา : 1 , 2