แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วัด แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วัด แสดงบทความทั้งหมด

13 พฤศจิกายน 2559

วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร (วัดใหญ่)

13.11.59



ประวัติ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร (วัดใหญ่) จังหวัด พิษณุโลก

          หลายคนคงพอทราบแล้วว่า วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร (วัดใหญ่) เป็นที่ ประดิษฐานพระพุทธชินราช พระพุทธรูปที่ได้รับการยกย่องว่าสวยงามที่สุดในประเทศไทย และมีคนนับถือมากมาย สำหรับ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร (วัดใหญ่) มีประวัติอันยาวนาน นับตั้งแต่สมัยสุโขทัย เพราะดูจาก มีสถาปัตยกรรม ศิลปกรรม ต่างๆ แต่ยังไมมีหลักฐานแน่ชัดว่าเริ่มก่อสร้างตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่!! สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นก่อนสมัยสุโขทัย และเป็นพระอารามหลวงมาแต่เดิม 

          ส่วนในพงศาวดารเหนือกล่าวไว้ว่า ” ในราวพุทธศักราช ๑๙๐๐ พระเจ้าศรีธรรมไตรปิฎก (พระมหาธรรมราชาลิไท) ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ครองกรุงสุโขทัย ทรงมีศรัทธาเลื่อหล่อพระพุทธรูปขึ้น ๓ องค์ เพื่อประดิษฐานเป็นพระประธานในพระวิหารทั้ง ๓ หลัง” 
          มใสในบวรพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง ทั้งยังได้ทรงศึกษาพระไตรปิฎกและคัมภีร์ศาสนาอื่น ๆ จนช่ำชองแตกฉาน หาผู้ใดเสมอเหมือนได้ยาก พระองค์ได้ทรงสร้างวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ในฝั่งตะวันออกของแม่น้ำน่าน มีพระปรางค์อยู่กลาง มีพระวิหาร ๔ ทิศ มีพระระเบียง ๒ ชั้น และมีรับสั่งให้ปั้นหุ่นต่อมาเมื่อ ปี พ.ศ. 2458 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯให้ยกขึ้นเป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดวรมหาวิหาร เมื่อ พ.ศ. 2458 ปัจจุบันจึงมีชื่อเต็มว่า วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร 

พระวิหารหลวงประดิษฐานพระพุทธชินราช



          พระวิหารพระพุทธชินราช เป็นวิหารทรงโรง เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธชินราช ซึ่งนับถือกันว่าเป็นพระพุทธรูปที่งดงามที่สุดองค์หนึ่งในโลก ตัวพระวิหารสร้างมาตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย และได้รับการบูรณะให้มีสภาพดีมาตลอดจนถึงสมัยปัจจุบัน พระวิหารหลังนี้จึงเป็นสถาปัตยกรรมสมัยกรุงสุโขทัยที่มีความสง่างามสมส่วน และยังคงสภาพสมบูรณ์ดีที่สุดแห่งหนึ่งของไทย 

บานประตูมุก 
          มีบานประตูประดับมุก 2 บานคู่ กว้าง 1 เมตร สูง 4.50 เมตร เป็นบานประตูประดับมุกโบราณที่งดงามที่สุดแห่งหนึ่ง ตัวบานประตูมุกสร้างขึ้นใหม่เมื่อ พ.ศ. 2299 สมัยพระเจ้าบรมโกศ และได้ทรงนำบานประตูไม้แกะสลักเดิมไปถวายเป็นบานประตูพระวิหารพระแท่นศิลาอาสน์ ภายในวิหาร ประดิษฐาน พระพุทธชินราช หรือเรียกว่า “หลวงพ่อใหญ่” เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย

พระพุทธชินราช




          พระพุทธชินราช เป็นพระพุทธรูปหล่อด้วยสำริด ปางมารวิชัย ศิลปะสุโขทัยตอนปลาย หน้าตักกว้าง 5 ศอก 1 คืบ 5 นิ้ว สูง 7 ศอก หล่อในสมัยพระมหาธรรมราชาที่ 1 (พญาลิไท) ซึ่งได้สร้างพระพุทธชินราช พร้อมกับพระพุทธชินสีห์ และพระศรีศาสดา ฐานชุกชีปั๊มเป็นรูปบัวคว่ำบัวหงาย เดิมไม่ได้ลงรักปิดทอง ได้มีการปิดทองครั้งแรกในรัชสมัยสมเด็จพระเอกาทศรถ คราวเสด็จพระราชดำเนินมานมัสการพระพุทธชินราช เมื่อปี พ.ศ. 2146 
          พระพุทธชินราช เป็นพระพุทธรูปองค์ประธานของวัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร เป็นพระพุทธรูปที่มีพุทธลักษณะงดงามที่สุดในประเทศไทย เส้นรอบนอกพระวรกายอ่อนช้อย พระพักตร์ค่อนข้างกลม พระขนงโก่ง พระเกตุมาลาเป็นรูปเปลวเพลิง มีลักษณะพิเศษเรียกว่าทีฆงคุลี คือที่ปลายนิ้วพระหัตถ์ทั้งสี่นิ้วยาวเสมอกัน ซุ้มเรือนแก้วทำด้วยไม้แกะสลักสร้างในสมัยอยุธยา แกะสลักเป็นรูปมกร (ลำตัวคล้ายมังกรแต่มีงวงคล้ายช้าง) อยู่ตรงปลายซุ้ม และมีลำตัวเหรา (คล้ายจระเข้) อยู่ตรงกลางซุ้ม มีเทพอสุราปกป้องพระองค์อยู่สองตน คือ ท้าวเวสสุวัณ และอารวกยักษ์ 
          ในตำนานการสร้างพระพุทธชินราชกล่าวว่า พระพุทธชินราชสร้างในสมัยพระศรีธรรมไตรปิฎก ธาตุของพระพุทธเจ้า คือ ผม ได้สร้างขึ้นพร้อมกับพระพุทธชินสีห์ และพระศรีศาสดา โดยใช้ช่างจากเมืองศรีสัชนาลัย และเมืองหริภุญชัย ในการเททองปรากฏว่าหล่อได้สำเร็จเพียงสององค์ ส่วนพระพุทธชินราชทองแล่นไม่ตลอด ต้องทำพิมพ์หล่อใหม่ถึงสามครั้ง ครั้งสุดท้ายพระอินทร์ได้แปลงกายเป็นชีปะขาวมาช่วยเททองหล่อ เมื่อวันพฤหัสบดี ขึ้นสองค่ำ เดือนหก ปีมะเส็ง จุลศักราช 717 จึงหล่อได้สำเร็จบริบูรณ์ 
          ปัจจุบันพระพุทธชินสีห์และพระศรีศาสดาได้ถูกอันเชิญไปประดิษฐานที่วัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพฯ ทางวัดจึงได้หล่อองค์จำลองขึ้นแทน 

พระเหลือ


          หลังจากสร้างพระพุทธชินราช พระพุทธชินสีห์ และพระศรีศาสดาแล้ว พระยาลิไทรับสั่งให้ช่างนำเศษทองสัมฤทธิ์ที่เหลือนำมารวมกันหล่อพระพุทธรูปปางมารวิชัย ขนาดเล็ก หน้าตัก กว้าง 1 ศอกเศษ เรียกชื่อพระพุทธรูปนี้ว่า “พระเหลือ”เศษทองยังเหลืออยู่อีกจึงได้หล่อพระสาวกยืนอยู่ 2 องค์ ส่วนอิฐที่ก่อเตาสำหรับหลอมทองในการหล่อพระพุทธรูป นำมารวมกันบนชุกชี (ฐานชุกชี) พร้อมกับปลูกต้นมหาโพธิ์ 3 ต้นลงบนชุกชี เรียกว่า โพธิ์สามเส้า ระหว่างต้นโพธิ์ได้สร้างวิหารน้อยขึ้นมา 1 หลัง อัญเชิญพระเหลือกับสาวกเข้าไปประดิษฐานอยู่ เรียกว่า พระเหลือ 

พระปรางค์


          องค์พระปรางค์ตั้งอยู่ ณ ศูนย์กลางของวัด เป็นพระปรางค์ประธาน และเป็นปูชนียสถานที่สำคัญที่สุดของวัด การก่อสร้างพระปรางค์ของพระมหาธรรมราชาที่ 1 (พระยาลิไท) ได้ทำตามคตินิยมของหัวเมืองราชธานี ของอาณาจักรสุโขทัยในสมัยนั้น คือประสงค์ให้พระปรางค์เป็นหลักเป็นประธานของวัด และเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ รูปแบบของพระปรางค์เมื่อเริ่มสร้างสันนิษฐานว่า เป็นเจดีย์ทรงดอกบัวตูม โดยสร้างครอบพระสถูปเจดีย์ที่สร้างในรัชสมัยของพ่อขุนศรีนาวนำถม เมื่อสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถขึ้นไป ครองราชย์ที่เมืองพิษณุโลก ได้โปรดให้บูรณะพระปรางค์โดยดัดแปลงพระเจดีย์ ได้ให้เป็นรูปแบบพระปรางค์แบบขอมตามพระราชนิยมในสมัยกรุงศรีอยุธยา

แผนที่



แหล่งที่มา : 1

11 พฤศจิกายน 2559

เจดีย์ยอดด้วน (เขาสมอแคลง)

11.11.59

          เจดีย์ยอดด้วน (เขาสมอแคลง) มีอายุราว 700 ปี พงศาวดารเหนือบันทึกไว้ว่า พระยาจิตรไวย แห่งเจ้าเมืองน่านสร้างเจดีย์องค์นี้เพื่อบรรจุพระธาตุของพระอรหันต์เถระเจ้า คือ พระอุบาลีเถระและพระศิริมานนท์เถระ ซึ่งเป็นพระสงฆ์ 2 รูปที่ได้รับนิมนต์เป็นประธานฝ่ายสงฆ์สร้างพระพุทธชินราช ณ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร มีการซ่อมแซมและบูรณะมาหลายครั้งแล้ว ลักษณะเจดีย์เป็นทรงลังกา มีฐานสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ 3 ชั้น หลังจากนั้นจะเป็นฐานย่อแปดเหลี่ยมแล้วขึ้นเป็นองค์ระฆัง ลักษณะเด่นของที่นี่คือบริเวณยอดเจดีย์องค์ระฆังจะมีเพียงแค่ครึ่งซีกเท่านั้น

แผนที่



แหล่งที่มา : 1 , 2

10 พฤศจิกายน 2559

วัดราชคีรีหิรัญญาราม (วัดเจ้าแม่กวนอิมหยกขาว)

10.11.59


          วัดราชคีรีหิรัญยาราม(บนเขาสมอแคลง) ตั้งอยู่ที่บ้านสมอแคลง ในเขตอำเภอวังทอง เดินทางจากตัวเมืองพิษณุโลกไปตามทางหมายเลข 12 (เส้นทางสายพิษณุโลก-หล่มสัก) ประมาณ 14 กิโลเมตร (ก่อนถึงอำเภอวังทอง 3 กิโลเมตร) มีทางแยกซ้ายขึ้นเขาไปอีกประมาณ 300 เมตร
          วัดราชคีรีหิรัญยาราม ประวัติเดิมไม่ปรากฏว่าใครเป็นผู้สร้างแต่ถูกกาลเวลาปล่อยทิ้งร้างจนมาถึงปี พ.ศ. ๒๔๘๓ โดยกระทรวงศึกษาธิการกรมการศาสนา ได้ออกหนังสือรับรองสภาพความเป็นวัดให้ไว้ ณ วันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๓๐ ความว่า
          "เป็นวัดที่สมบูรณ์ตามพระราชบัญญัติลักษณะการปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ.๑๒๑"
          ความเป็นมาของวัด ได้ค้นพบหนังสือสำคัญที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ได้ทรงพระะราชนิพนธ์ พระราชปรารภ เรื่องพระพุทธและมีข้อความสำคัญกล่าวถึงวัดราชคีรีหิรัญยาราม ว่า
          "พระพุทธเจ้าได้เสด็จบิณฑบาทไปถึงที่นั้น แล้วหยุดฉันท์ที่ใต้ต้นสมอ ที่เขาสมอแคลง ซึ่งเดิมเรียกว่าพนมสมอ ควรจะเป็นที่ตั้งพระพุทธศาสนา จึงมีรับสั่งให้จ่านกร้องและจ่าการบุญ คุมกำลังไพร่พลและเสบียงอาหารมาตรวจดูภูมิสถานแถบนั้น เมื่อจ่าทั้งสองได้ลงมาถึงที่ๆ ซึ่งกล่าวว่า พระพุทธเจ้าได้ไปบิณฑบาตเห็นว่าเป็นชัยภูมิที่ดี เหมาะแก่การที่จะสร้างเมืองใหม่ จึงได้มีใบบอกขึ้นไปกราบทูลพระเจ้าศรีธรรมไตรปิฎก เจ้ากรุงเชียงแสนและเจ้ากรุงศรีสัชชนาลัย พระเจ้าพสุจราช พระบิดาพระนางปทุมมาวดี เอกอัครมเหสีของพระเจ้าศรีธรรมไตรปิฎก ทั้งสองพระองค์ได้ทรงร่วมกันสร้างเมืองขึ้นมาใหม่เมื่อปี พ.ศ.๑๔๙๖ ตรงเช้าวันศุกร์ขึ้น ๑ ค่ำ ๓ ร.ศ.๓๑๕ และให้ชื่อเริ่มแรกเมืองนั้นว่า เมืองพิษณุโลกโอฆะบุรี นับได้ว่าเป็นชะตาดวงเมืองของพิษณุโลก ตั้งแต่นั้นมาจึงถึงปัจจุบัน โดยอาศัยเหตุดังกล่าวมา"
          โดยเริ่มแรกพระองค์ได้ทรงสถาปนาสร้างพระมหาธาตุรูปปรางค์สูง ๘ วา และสร้างพระวิหารทั้ง ๔ ทิศแล้วเสร็จ ก็ทรงให้สร้างพระพุทธรูปสำคัญขึ้น ๓ พระองค์ โดยองค์เริ่มแรกได้ให้ชื่อพระนามว่า พระพุทธชินราช ๑ องค์ องค์ที่สองให้พระนามว่า พระพุทธชินสีห์ ๑ องค์ และองค์ที่สามให้พระนามว่า พระศรีศาสดา ๑ องค์ โดยครั้งแรกได้ทรงเททองหลังจากการปั้นหุ่นขึ้นแบบแล้วปรากฏว่าทองแผ่นบริบูรณ์เพียงสององค์คือ พระพุทธชินสีห์ และ พระศาสดา ส่วนองค์เริ่มแรกที่ให้พระนามว่า พระพุทธชินราช นั้น ทองไม่แล่นเต็มองค์ และพระเจ้าศรีธรรมไตรปิฎก ก็ได้ทรงกระทำขึ้นอีกสองครั้ง ทองก็ยังไม่แล่นเต็มองค์ จนทำให้พระองค์ทรงโทมนัสยิ่งนัก
          ต่อมาพระองค์พร้อมด้วยพระอัครมเหสีพระนางปทุมมาวดี พระราชเทวี ทั้งสองพระองค์ได้ทรงร่วมกันตั้งสัจจกริยาธิษฐานเสี่ยงเอาบุญบารมี จึงได้จัดการปั้นหุ่นขึ้นแบบใหม่ โดยครั้งนี้ได้มีชีปะขาว (ตาปะขาว) คนหนึ่งอาสาเข้ามาช่วยปั้นหุ่น ขึ้นแบบทำการด้วยความแข็งแรงมาก ทั้งกลางวันและกลางคืน ไม่มีเวลาหยุด ครั้นได้รูปหุ่นเสร็จ ก็ได้ทรงเททอง ณ วันพฤหัสบดี ขึ้น ๘ ค่ำ (เป็นวันธรรมสวนะวันพระ) เดือน ๖ ปีมะเส็ง นพศก จุลศักราช ๓๑๙ พระพุทธศาสนา กาลล่วงแล้ว ๑๕๐๐ ปี หย่อนอยู่ ๗ วัน และทรงดำรัสสั่งให้อาราธนา ชุมนุมพระภิกษุสงฆ์ ซึ่งมีโดยรอบใกล้เคียงเมืองนั้น ทั้งฝ่ายคามวาสี และอรัญวาสี มี "พระอุบาฬี และพระศิริมานนท์" อันอยู่วัดเขาสมอแครง เป็นประธาน ให้สวดปริตพุทธมนต์ มหามงคลทำสัจจกริยาธิษฐาน อาราธนาเทพยดาให้ช่วยในการนั้น ทองก็แล่นเต็มองค์บริบูรณ์ เป็นที่โสมนัสแก่ทั้งสองพระองค์ยิ่งนัก และชีปะขาวที่ได้มาช่วยทำการนั้น ก็ได้เดินออกจากที่นั้นหายออกไปทางประตูเมืองข้างเหนือ และได้ไปถึงยังตำบลหนึ่งก็ได้หายไป โดยไม่มีใครได้พบเห็นอีกเลย ต่อมา ตำบลนั้นจึงได้ชื่อว่า ตำบลตาปะขาวตราบเท่าทุกวันนี้...ฯ
          ด้วยเหตุดังพระราชนิพนธ์ในราชกาลที่ ๕ ได้ทรงกล่าวถึง วัดเขาสมอแคลง อันมีพระเถระผู้ใหญ่ พระอุบาฬี และพระศิริมานนท์ ได้รับอาราธนามาเป็นประธานการสวดพระปริตและพระพุทธมนต์ถึงสองครั้งย่อมแสดงให้เห็นว่า วัดเขาสมอแครงนั้นมีความสำคัญยิ่งในสมัยนั้น และกาลปรากฏต่อมาในปัจจุบัน วัดที่เป็นวัดถูกต้องตามหลักการครองคณะสงฆ์ ร.ศ. 121 ก็มีอยู่เพียงวัดเดียวที่ตั้งอยู่บนเขาสมอแครง คือ วัดราชคีรีหิรัญยาราม มีเนื้อที่เขตวัดในปัจจุบันประมาณ 230 ไร่ 3 งาน 80 ตารางวา โดยสภาพ ถูกกาลเวลากลืนกินไปตามกาลรวมทั้งคนใจบาปหยาบช้าได้ขึ้นมาขุดทำลายโบสถ์, วิหาร, เจดีย์ต่างๆ เสียหายสิ้นสภาพหมด เพียงเพื่อจะค้นหาวัตถุมงคลที่เรียกว่า "พระสมเด็จนางพญา" เท่านั้น
ที่มา
http://rachkiree.com/

          ถัดจากวัดราชคีรีหิรัญยาราม (วัดเจ้าแม่กวนอิมหยกขาว) ขึ้นไปบนเขาสมอแคลงจะมีทางแยกไปโรงเจไซทีฮุกตึ๊ง ศาลเจ้าเห้งเจีย ซึ่งชาวไทยเชื้อสายจีนไปไหว้เจ้าทำบุญกันเป็นประจำ และถัดจากศาลเจ้าเห้งเจียขึ้นไปอีกจะเป็นจุดชมวิวสูงสุดของเขาสมอแคลงแห่งนี้ เป็นที่ตั้งของพระมหาธาตุเจดีย์ศรีบวรชินรัตน์ บรรจุพระบรมสารีริกธาตุส่วนพระนลาฏ (กระดูกหน้าผาก) ของพระพุทธเจ้า เจดีย์มีลักษณะเป็นทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ ที่ฐานประดิษฐานพระพุทธลีลามหาธรรมราชาลิไททั้ง 4 ด้าน
          วัดราชคีรีหิรัญยาราม การเดินทางมายังวัดแห่งนี้มีทางโค้งลาดชันขึ้นเขาเพียงไม่ไกลนักก็มาถึงประตูวัด บนเขาสมอแคลงมีศาสนสถานที่สวยงาม 2 แห่ง แห่งหนึ่งคือโรงเจไซทีฮุกตึ๊ง เป็นสถานที่ที่มีเทพเจ้าตามความเชื่อแบบพุทธมหายาน มีจุดชมวิวสวยงามจนเรียกกันว่าเป็นดอยสุเทพแห่งที่ 2 ประชาชนที่เดินทางมาที่วัดราชคีรีหิรัญยาราม ซึ่งเป็นวัดที่ตั้งอยู่บนเขาสมอแคลงจึงนิยมที่จะเข้าไปไหว้เทพเจ้าในโรงเจ อันได้แก่ เจ้าพ่อเห้งเจีย พระโพธิสัตว์กวนอิม และอีกหลายองค์ ซุ้มประตูวัดเขาสมอแคลงทำให้เห็นได้ชัดว่าเป็นวัดเก่าแก่มากแห่งหนึ่ง เสาของซุ้มประตูทั้ง 2 ข้างมียักษ์ทวารบาลยืนประจำอยู่
          ตามประวัติของวัดราชคีรีหิรัญยาราม กล่าวว่าวัดบนเขาสมอแคลงแห่งนี้น่าจะเป็นวัดเก่าแก่ตามเรื่องที่เล่าต่อกันมา และทำเลที่ตั้งของวัดอยู่บนเขาสมอแคลง จึงทำให้เกิดความสับสนว่าเป็นวัดเดียวกัน แต่อีกสถานที่หนึ่งซึ่งอยู่ไม่ห่างกันมากนัก มีวัดที่ชื่อว่าวัดเขาสมอแคลง หรือที่เรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่า วัดพระพุทธบาทเขาสมอแคลง จึงเกิดความสับสนกันได้ง่าย และเนื่องจากมีวัด 2 วัดเป็นคนละแห่งกัน ทางเว็บไซต์จึงขอเรียกวัดราชคีรีหิรัญยาราม โดยจะไม่ใช้คำว่า "หรือวัดเขาสมอแคลง" ต่อท้ายนะครับ (ตามประวัติมีหรือต่อท้ายด้วย)
          วิหารเก่าแก่ เข้ามาในซุ้มประตูขับเข้ามาเรื่อยๆ ตามทางจะถึงลานจอดรถ ก่อนจะมาถึงตรงนี้จะเห็นอาคารสิ่งก่อสร้างหลายสิ่งหลายอย่างที่ล้วนแล้วแต่มีอายุหลายสิบปี หลายแห่งก็ปิดและงดใช้ไปแล้ว วิหารที่เห็นอยู่นี้ก็เช่นเดียวกัน ทางวัดกำลังดำเนินการรวบรวมทุนเพื่อบูรณะและสร้างอาคารหลายแห่งขึ้นมาใหม่ แต่อาคารวิหารเก่าแห่งนี้ทำให้เห็นถึงกระแสศรัทธาที่มีมายังวัดราชคีรีหิรัญยาราม อย่างไม่ขาดสายตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
          วิหารเจ้าแม่กวนอิมหยกขาว เมื่อประมาณต้นปี พ.ศ. 2535 ได้มีการอัญเชิญพระโพธิสัตว์กวนอิม ซึ่งแกะสลักจากหินทะเลสาบหยกขาวจากเมืองหางโจว ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นปางพิเศษที่ได้รับอนุมัติให้สร้างโดยรัฐบาลจีนโดยใช้ต้นแบบจากวัดเจ้าแม่กวนอิมเมืองหางโจว มีขนาดสูง 3 เมตร หนัก 3 ตัน มาประดิษฐาน ณ วัดแห่งนี้ ปัจจุบันมีการสร้างวิหารในลักษณะระเบียงคดล้อมรอบเป็นรูปแปดเหลี่ยม อยู่ห่างจากวิหารเก่าเล็กน้อย เมื่อตั้งใจเดินทางมาที่วัดราชคีรีหิรัญยารามหลายคนก็เข้ามาสักการะไหว้เจ้าแม่กวนอิม ด้วยการจุดธูป 5 ดอก กับน้ำ 5 ขวด แล้วลานำน้ำนั้นกลับไปเป็นสิริมงคล
          พระบรมมหาโพธิสัตว์พระแม่กวนอิมหยกขาว ความสูง ๓ เมตร ๕ เซนติเมตร น้ำหนัก ๓ ตัน หรือ ๓,๐๐๐ กิโลกรัม นับได้ว่าเป็นหินทะเลหยกขาวองค์เดียวที่ใหญ่ที่สุดในโลก และแกะสลักสำเร็จรูป วัดสำนักนางชี ซึ่งบนเทือกไหล่เขาทะเลสาบเวสเลค ใกล้กับวัดหลิงหลินซื่อ วัดที่สำคัญของเมืองหังโจว เป็นวัดบ้านเกิดของพระอรหันต์จี้กง ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน
          จุดธูปไหว้เจ้าแม่กวนอิมวัดเขาสมอแคลง ด้านหน้าของวิหารหรือระเบียงคดแปดเหลี่ยมเป็นสถานที่สำหรับจุดธูปบูชาและถวายน้ำเจ้าแม่กวนอิมซึ่งประดิษฐานอยู่กลางน้ำ มีการเสี่ยงเทียนลอยบนดอกบัวรอบๆ สระน้ำเล็กๆ ที่ฐานเจ้าแม่กวนอิม
          พระแม่กวนอิมหยกขาว หลังจากที่ได้ไหว้พระแม่กวนอิมแล้วก็ควรจะเดินไปชมวิวที่ด้านหลังของวิหารแปดเหลี่ยมครับมีวิวสวยๆ ให้ชมกัน
          ชมวิวบนเขาสมอแคลง ที่เห็นอยู่นี้เป็นอีกวัดคลองเรือ เป็นวัดหนึ่งที่อยู่พื้นราบเชิงเขาห่างออกไป กับท้องทุ่งนากว้างใหญ่ เจดีย์กับพระพุทธรูปองค์ใหญ่มากๆ ที่เบื้องล่างโดดเด่นอยู่กลางธรรมชาติสีเขียว นอกจากที่วัดราชคีรีหิรัญยารามจะปรับปรุงภูมิทัศน์ด้านหลังวิหารพระแม่กวนอิมให้มองเห็นวิวทิวทัศน์ที่สวยงามจากบนเขาสมอแคลงแล้วยังมีจุดชมวิวบนยอดเขาแห่งนี้ซึ่งต้องเดินทางขึ้นเขาต่อไปอีก
          วิวสวยบนเขาสมอแคลง อีกภาพหนึ่งที่ใช้เลนส์เทเลดึงภาพเข้ามาให้ใกล้ขึ้น
          หอฉันหอสวดมนต์ เป็นกลุ่มอาคารที่กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง มีความสวยงามมากแม้ว่าจะยังสร้างได้เพียงบางส่วนแต่ก็พอจะดูออกว่าหากสร้างเสร็จแล้วจะเป็นหอฉัน และหอสวดมนต์ที่สวยงาม อยู่ข้างวิหารพระแม่กวนอิมหยกขาว
          ลานพระสิวลี อยู่ข้างหอฉัน แท่นพระสิวลีสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้วและยังคงมีการก่อสร้างตกแต่งบริเวณโดยรอบเมื่อเสร็จแล้วก็จะเป็นสถานที่ที่สวยงามมากอีกเช่นกัน จุดเด่นของแท่นพระสิวลีนั้นอยู่ที่บันไดพญานาคที่มีลวดลายปราณีตอ่อนช้อยรายละเอียดสวยงามทุกส่วน
          วิหารพุทธรรม สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่รักษาศีลฟังธรรม เฉลิมพระชนมายุ 7 รอบ 84 พรรษา วิหารหลังนี้มีขนาดกว้างใหญ่ แต่ไม่สูงอยู่หลังลานพระสิวลีไปไม่ไกลมองด้านนอกเห็นเป็นอาคารเรียบๆ เดี๋ยวจะพาเข้าไปชมด้านในครับ
          พระประธานในวิหารพุทธรรม จากอาคารเรียบๆ ธรรมดาๆ ที่มองเห็นอยู่ด้านนอกพอเข้ามาด้านในจะพบกับพระพุทธรูปประธานประดิษฐานอยู่บนฐานที่งดงาม มีภาพฝาผนังเป็นเทพเทวดา ทั้งหมดตกแต่งลวดลายด้วยสีทองเหลืองอร่ามสวยงามมาก
          กลางวิหารพุทธรรม วิหารหลังนี้สร้างในลักษณะที่มีความกว้างขวางและยาวมากๆ สามารถนั่งฟังธรรมได้หลายคน จากตรงกลางวิหารมองไปทางพระพุทธรูปจะเห็นเป็นองค์เล็กลงอย่างมาก ทั้งสี่ด้านของวิหารมีช่องว่างโดยตลอดแต่ไม่สูงนัก มีลมพัดผ่านได้ทุกทิศทาง
          ลวดลายวิหารพุทธรรม ผนังของวิหารด้านนอกมีงานปูนปั้นนูนต่ำเขียนลวดลายสัตว์ในวรรณคดีสีทองตลอดทั้งหลัง
          พระสิวลี ท้ายสุดของการชมวัดราชคีรีหิรัญยาราม บนเขาสมอแคลง ซึ่งมีหลายอย่างที่กำลังบูรณะและก่อสร้างขึ้นมาใหม่ สถานที่ทุกแห่งในวัดล้วนแล้วแต่สร้างด้วยความปราณีต สวยงามทุกหลังชมรอบบริเวณวัดและไหว้พระกันแล้วก็เดินทางกลับจบด้วยภาพพระสิวลีด้านข้างนี้เป็นภาพสุดท้ายครับ เดี๋ยวถ้ามีการอัพเดตค่อยไปเก็บภาพกันใหม่ เพียงเท่านี้ก็เห็นความสวยงามของวัดราชคีรีหิรัญยารามกันอย่างเต็มที่แล้ว มีโอกาสไปพิษณุโลกอย่าลืมลองแวะไปดูนะครับ

แผนที่


แหล่งที่มา : 1

วัดจุฬามณี

10.11.59


          “วัดจุฬามณี” เป็นวัดที่มีความเก่าแก่ที่สุดของจังหวัดพิษณุโลก เชื่อกันว่าเป็นตำแหน่งที่ตั้งของเมืองพิษณุโลกเดิม ตามประวัติศาสตร์ของวัดจุฬามณีแห่งนี้ กล่าวว่าสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถมหาราชทรงสร้างขึ้นและได้เสด็จออกผนวช ณ วัดแห่งนี้ เป็นเวลาถึง 8 เดือน 15 วัน เลยทีเดียว และการออกผนวชของพระองค์ท่านมีข้าราชบริพารบวชตามเสด็จถึง 2,348 รูป
          ภายในวัดยังคงพบโบราณสถานและโบราณวัตถุที่สำคัญทางพุทธศาสนา คือ “พระพุทธบาทจำลอง” ประดิษฐานอยู่ภายในปรางค์ขอมโบราณ ก่อด้วยศิลาแลง ฐานปรางค์ประดับด้วยปูนปั้นรูปหงส์ยังเห็นลวดลายได้อย่างชัดเจน และ “ศิลาจารึก” ที่ฝังอยู่ภายในกำแพงมณฑปปัจจุบันมีตู้กระจกครอบเพื่อรักษาสภาพ โดยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชได้โปรดสร้างขึ้น
          นอกจากนี้ภายในวัดจุฬามณียังมี “พระวิหารเก่า” เป็นอาคารแบบทรงโรง ศิลปะสมัยอยุธยาลักษณะคล้ายพระอุโบสถของวัดราชบูรณะ และมีพระพุทธรูปสำคัญอีกหลายองค์อยู่ภายในวัดจุฬามณี
          “หลวงพ่อขาว” พระพุทธรูปปูนปั้น ปางมารวิชัย ศิลปะสมัยอยุธยา ประดิษฐานอยู่ ณ พระอุโบสถหลังเก่า สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงอัญเชิญหลวงพ่อขาวมาจากมูลดินอินทรารามในค่ายทหาร
          “หลวงพ่อคง” พระพุทธรูปปูนปั้น ปางมารวิชัย ศิลปะสุโขทัย ที่ประดิษฐานเดิมปรักหักพัง ชาวบ้านจึงได้ร่วมใจกันสร้างพระวิหารหลังเล็กขึ้นมาใหม่เพื่อประดิษฐานหลวงพ่อคง
          “หลวงพ่อดำ” พระพุทธรูปปูนปั้นเนื้อสีดำ ปางมารวิชัย ศิลปะอยุธยา ตามประวัติชาวบ้านได้อัญเชิญหลวงพ่อดำมาทางเรือจากวัดจูงนาง หลวงพ่อดำมีสภาพชำรุด ครูทิว บูรณเขต เป็นผู้บูรณะ ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ภายในพระวิหารหลังเล็กเช่นเดียวกับหลวงพ่อคง
          “หลวงพ่อเพชร” เป็นพระพุทธรูปหินทราย ปางขัดสมาธิเพชรบนฐานรองรับองค์ เดิมสมเด็จไตรโลกนาถ กษัตริย์แห่งกรุงศรีสัชนาลัยทรงผนวช ณ วัดจุฬามณีแห่งนี้และเป็นผู้สร้างหลวงพ่อเพชรไว้ ต่อมาหลวงพ่อเพชร ได้ชำรุด อดีตเจ้าอาวาสจึงนำปูนมาพอกไว้ หลังจากปูนหลุดกระเทาะออกมาจึงเห็นว่าพระพักตร์ชำรุด พระกรหัก ประชาชนจึงช่วยกันบูรณะปฏิสังขรณ์องค์หลวงพ่อขึ้นมาใหม่ทำให้พุทธลักษณะของหลวงพ่อเพชรคล้ายศิลปะเชียงแสน ได้มีการนำเพชรมาประดับทที่พระเนตรและเม็ดพระศก ชาวบ้านจึงนิยมเรียกว่า “หลวงพ่อเพชร” แต่เพชรได้ถูกขโมยไปปัจจุบันประชาชนจึงได้ช่วยกันอนุรักษ์องค์หลวงพ่อไว้ดังที่เห็นในปัจจุบัน

แผนที่ 



แหล่งที่มา : 1

วัดจันทร์ตะวันตก

10.11.59

          เป็นวัดแห่งหนึ่งริมแม่น้ำน่านตั้งอยู่บริเวณสะพานสุพรรณกัลยา อยู่ตรงข้ามกับวัดจันทร์ตะวันออกโดยมีแม่น้ำน่านกั้นกลาง หมู่บ้านวัดจันทร์ตะวันตกจะก่อตั้งเกิดขึ้นเมื่อใดไม่ปรากฏหลักฐานที่แน่ชัดแต่พอจะทราบได้จากบันทึกและคำบอกกล่าวเล่าต่อๆ กันมาพอจะสรุปเป็นสังเขปได้ดังนี้
          ประมาณปีพ.ศ. 2400 เดิมทีที่ตั้งของหมู่บ้านแห่งนี้เป็นป่าดงในอดีตมีวัดรังเงิน ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่มาก ผู้รู้เล่าขานกันมาว่าวัดรังเงินสร้างขึ้นมาพร้อมๆ กับการสร้างเมืองพิษณุโลก ประชากรที่อาศัยอยู่รอบๆ วัดเป็นลาวอพยพมาจากเวียงจันทน์ ต่อมาเกิดเหตุเพลิงไหม้เผาผลาญบ้านเรือนของผู้อุปถัมภ์วัดที่อยู่รอบๆ วัดเสียหายหมด ชาวบ้านไม่สามารถดับไฟได้เพราะในหมู่บ้านมีแต่บ่อน้ำที่ขุดใช้เองทำให้มีน้ำไม่เพียงพอที่สู้ภัยจากไฟได้
          เหตุการณ์ที่เกิดเพลิงไหม้ครั้งนั้นได้รับความเดือดร้อนเป็นอันมาก เนื่องจากหมู่บ้านอยู่ห่างไกลจากแม่น้ำน่าน จึงร่วมกันคิดขึ้นมาว่าควรจะหาสถานที่ตั้งวัดติดกับแม่น้ำ นายเทศ นางทองคำ มีจิตศรัทธาได้มอบที่ดินของตนให้กับวัดจำนวน 16 ไร่ 3 งาน เมื่อดำเนินการก่อสร้างวัดแล้วเสร็จ นิมนต์หลวงพ่อเสือที่อยู่วัดรังเงินมาอยู่ที่วัดสร้างใหม่ ณ ที่อยู่ปัจจุบันนี้และได้ตั้งชื่อว่าวัดจันทร์เมื่อ พ.ศ. 2400 เหตุผลที่ตั้งชื่อว่าวัดจันทร์นั้นเพราะว่าในวัดมีตันจันทร์ใหญ่อยู่ 1 ต้น และมีต้นจันทร์เล็กๆ อีกหลายต้นขึ้นอยู่ในวัด
          ในปี พ.ศ. 2481 ตั้งโรงเรียนประชาบาลขึ้นใช้ศาลาของวัดเป็นโรงเรียน และได้รับอนุญาตจากกระทรวงศึกษาธิการ ต่อมาได้ย้ายโรงเรียนจากวัดฯ มาตั้งอยู่ที่วัดรังเงิน ซึ่งร้างว่างเปล่าอยู่นานแล้วและใช้ชื่อโรงเรียนว่า "โรงเรียนวัดจันทร์ตะวันตกมิตรภาพที่ 73" อยู่จนถึงปัจจุบันนี้ ส่วนวัดจันทร์ตะวันตก ได้ก่อสร้างพระอุโบสถขึ้น 1 หลัง ได้รับพระราชทานวิสูงคามสีมาเมื่อ 19 มีนาคม 2490 สำนักสงฆ์แห่งนี้จึงได้รับนามว่า วัดจันทร์ตะวันตก โดยสมบูรณ์ตั้งแต่นั้นมา
ที่มา ข้อมูลชุมชนวัดจันทร์ตะวันตก

ประวัติศาสตร์ของวัดจันทร์ตะวันตก มีดังนี้


          วัดนี้เข้าใจว่าสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยอยุธยาหรือก่อนหน้านั้นแล้วก็ได้ เพราะปรากฏในพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาหลายตอนซึ่งตรงสมัยกรุงธนบุรี ตอนอแซหวุ่นกี้แม่ทัพพม่ายกทัพมาล้อมเมืองพิษณุโลก เมื่อราว ๒๐๐ ปีล่วงมาแล้ว จะขอยกกล่าวเป็นบ้างตอนดังนี้
          "...ครั้น ณ วันอังคาร แรม ๒ ค่ำ เดือน ๓ กลางคืนเพลาสี่ทุ่ม จึงเสด็จทัพหลวงขึ้นไป ณ ค่ายมั่นใกล้วัดจันทร์ดำรัสให้กองพระยายมราช และพระยานครราชสีมา พระยาพิชัยสงคราม ยกไปช่วยพระยานครสวรรค์ ซึ่งตั้งค่ายประชิดโอบค่ายพม่า ณ วัดจันทร์นั้น..."
          และอีกตอนหนึ่งกล่าวไว้ว่า
          "...แล้วให้กองพระยาธรรมายกหนุนขึ้นไปช่วยพระยามหามนเฑียร และพระยานครสวรรค์ ซึ่งไปตั้งค่ายประชิดโอบหลังค่ายพม่า ณ วัดจันทร์ฟากตะวันตก..."
          จะเห็นได้ว่าในตอนแรกนั้นกล่าวถึงวันจันทร์ตะวันออกนั้นเอง ส่วนที่กล่าวถึงในตอนหลัง คือวัดจันทร์ตะวันตก แสดงว่าวัดทั้งสองมีมาแล้วเมือ ๒๐๐ ปีเศษล่วงมาแล้ว
ที่มา วัดจันทร์ตะวันตก

          วัดจันทร์ตะวันตก ขอเปิดภาพวัดจันทร์ตะวันตกด้วยป้ายชื่อวัดที่กำแพงตรงกับสะพานสุพรรณกัลยาการเดินทางมายังวัดจันทร์ตะวันตกจากนครสวรรค์มีทางแยกขวามือมีป้ายบอกเข้าวัดจันทร์ตะวันตก ถึงก่อนตัวเมืองพิษณุโลก ทางแยกแรกถนนประชาอุทิศขับตามทางสายหลักไปเรื่อยๆ ก็ถึงวัดจันทร์ตะวันตก หรือแยกถนนไชยานุภาพ (กรณีที่ขับเลยแยกแรกไปแล้ว) ขับตามทางถึงวัดได้เลยเหมือนกัน หรือหากมาจากวัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหารหลังจากไหว้พระพุทธชินราชแล้วกลับรถข้ามสะพานแม่น้ำน่าน เลี้ยวซ้ายเข้าถนนวังจันทร์ก็มาถึงวัดจันทร์ตะวันตกได้เหมือนกัน หากวางแผนไหว้พระพุทธชินราชแล้วกินข้าวเที่ยงก่อนหากไม่ไปก๋วยเตี๋ยวห้อยขาที่ใกล้ๆ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จะมาหาอาหารกินแบบบรรยากาศถึงพิษณุโลกก็มาตามถนนพุทธบูชา (เลียบแม่น้ำน่านฝั่งตะวันออก) ใกล้สะพานสุพรรณกัลยามีแพร้านอาหารหลายร้านให้เลือก หากจะให้แนะนำขอแนะนำแพภูฟ้าไทย เป็นแพที่ผมไปกินทุกครั้งที่อยากกินอาหารบนแพ รสชาดรับรองได้เลยอร่อย ส่วนราคาก็ตามมาตรฐานครับไม่แพงจนเกินไป กินข้าวเสร็จก็ขับข้ามสะพานไปวัดจันทร์ตะวันตกได้เลย ภาพที่เห็นจากสะพานสุพรรณกัลยาคือกำแพงวัดที่สวยงามสะดุดตามากๆ จนอดไม่ได้ที่จะจอดรถลงมาถ่ายรูป


          กำแพงวัดจันทร์ตะวันตก ต่อด้วยภาพอีกชุดหนึ่งของกำแพงวัดให้เห็นกันหลายๆ มุม กำแพงวัดแห่งนี้ยาวมากและสร้างแบบเดียวกันตลอดสวยงามมากรูปเทพพนมถือดอกบัวทุกช่อง ใน 1 ช่วงของกำแพงมี 5 ช่องเท่ากันตลอดด้านในมีลวดลายสวยงามแบบเดียวกันตลอด จากนั้นก็เข้าไปหาที่จอดรถในวัด ภายในวัดมีต้นไม้ร่มรื่นบางส่วน อีกส่วนหนึ่งเป็นพื้นที่โล่งกว้างประดิษฐานพระพุทธรูปหลวงพ่อทองไหลมา ซึ่งจะกล่าวถึงในอันดับต่อไป สถานที่จอดรถที่หาได้ง่ายหน่อยอยู่ใกล้ๆ กุฎิเจ้าอาวาสจะเห็นว่ามีคนเดินทางมาทำบุญกันต่อเนื่องตลอดทั้งวันเนื่องจากตอนนี้ทางวัดกำลังสร้างสมเด็จองค์ปฐมและมหาวิหารสมเด็จองค์ปฐม พระนามว่าสมเด็จพระพุทธสิกขีที่ 1 เป็นพระพุทธเจ้าองค์แรกของโลก การก่อสร้างก็ดำเนินไปเรื่อยๆ กำลังสร้างส่วนฐานอยู่ครับท่านใดสนใจก็เชิญที่วัดกันเลยครับ


          พระพุทธเจดีย์สระหลวง เป็นเจดีย์ที่สร้างขึ้นเพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุและประดิษฐานพระไภษัชยคุรุไพฑูรยประภาตถาคต และเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าวิหารหลวงปู่สุ่น มีรูปหลวงปู่สุ่นด้านหน้าพระพุทธรูป มีคำจารึกด้านหลังว่า จารึกสระหลวง ศุภมัสดุพระพุทธศาสนกาลล่วงได้ 2549 ปี ด้วยฯข้าฯ นาวาเอกจุลินทร์ เหลือนาค คนบ้านจอมทอง จังหวัดพิษณุโลก ผู้เชื่อและมีศรัทธาอย่างแรงกล้าในบวรพระพุทธศาสนาพร้อมด้วยพลเอก ดร.ศิริ ทิวะพันธุ์ และคุณเปรมฤดี ชามพูนท ผู้เป็นกัลยาณมิตรได้พร้อมใจกันอาราธนาพระคุณเจ้าพระอุบาลี อตุโล เป็นองค์อุปถัมภ์ร่วมกันก่อสร้างพระพุทธเจดีย์สระหลวง เพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้า ณ วัดจันทร์ฝั่งตะวันตก กับทั้งอุทิศมหากุศลนี้ ถวายแด่สมเด็จพระนเรศวรมหาราช สมเด็จพระเอกาทศรถ และสมเด็จพระพี่นางสุพรรณกัลยา ผู้ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อแผ่นดินสยามเป็นอเนกประการ ด้วยพระบรมเดชานุภาพของทั้งสามพระองค์กับทั้งผลแห่งบุญกุศลครั้งนี้ จงดลบันดาลให้แผ่นดินสยามร่มเย็นเป็นปึกแผ่น และผู้ร่วมกองการมหากุศลครั้งนี้จงได้บรรลุพระนิพพานในชาติปัจจุบันนี้ด้วยเทอญ


          พระพุทธเจดีย์สระหลวง ภาพชุดนี้แสดงให้เห็นความสวยงามกันรอบด้าน ตั้งแต่ด้านหน้าภาพซ้ายบน ด้านข้างภาพขวาบน มุมเฉียงในภาพล่างซ้าย และด้านหลังซึ่งปรากฏคำจารึกสระหลวง ภาพพระพุทธเจดีย์สวยงามมากแต่เนื่องจากเวลาที่มาถึงวัดช่วงบ่าย 3 โมง ทำการถ่ายภาพได้ยากในบางมุมที่ต้องเจอปัญหาการย้อนแสง โดยหลักการแล้วการถ่ายภาพวัดต้องคำนึงถึงเวลาในช่วงเช้าเป็นหลักเพราะศาสนสถานจะสร้างให้หันออกไปด้านทิศตะวันออกเป็นส่วนใหญ่

พระไภษัชยคุรุไพฑูรยประภาตถาคต คำบูชาพระไภษัชยคุรุไพฑูรยประภาตถาคต
นะโม ภาคะวะเต ไภษัชะเย คุรุ ไพฑูรยะปะระภะ ราชายะ ตะถาคะตายะ อะระหะเต สัมยัก สัมพุทธายะ ตัทยะถา
โอม ไภษัชะเย ไภษัชะเย มะหาไภษัชะเย ราชา สมุทคะเต สะวาหา
          คำแปลพระคาถา ขอนมัสการพระไภษัชะ คุรุ ไพฑูรรย์ประภา ผู้ทรงฤทธานุภาพ มีแสงสว่างงามดังแก้วไพฑูรย์ เป็นราชาบรรลุถึงจริงแท้แห่งความหลุดพ้น สู่ความเป็นพระพุทธเจ้า โดยประการฉะนี้ ขอพระไภษัช มหาราชา ผู้เป็นเจ้าแห่งสมุทร จงดลบันดาลให้เกิดความสุขความเจริญแก่ข้าพเจ้าเทอญ หลวงพ่อทองไหลมา เป็นพระพุทธรูปปางอุ้มบาตรประทับยืนสูงมาก อยู่กลางลานกว้างของวัด เป็นที่สะดุดตาประชาชนที่เดินทางผ่านไปมาตามถนนข้างวัด ลักษณะการสร้างพระพุทธรูปปางอุ้มบาตรสูงๆ และการสร้างวิหารสมเด็จองค์ปฐม ทำให้เกิดความเกี่ยวโยงกันกับวัดจันทาราม หรือวัดท่าซุงจังหวัดอุทัยธานี และเกี่ยวข้องกับหลวงพ่อฤๅษีลิงดำด้วย ทั้งนี้ผมยังไม่ได้สอบถามหรือศึกษาประวัติท่านเจ้าอาวาส แต่น่าจะเป็นศิษย์ในสายหลวงปู่ปานและหลวงพ่อฤๅษีลิงดำครับ
พระอุโบสถวัดจันทร์ตะวันตก ปกติไม่ได้เปิดให้เข้าชมครับ ประชาชนที่เดินทางมาส่วนใหญ่จะไหว้พระที่หลวงพ่อทองไหลมา และพระพุทธเจดีย์สระหลวงมากกว่า

          วิหารเทวาลัยพระพิฆเณศ เป็นวิหารที่อยู่นอกกำแพงวัด ตั้งอยู่เชิงสะพานสุพรรณกัลยาฝั่งตะวันตก ซึ่งตรงกับประตูทางเข้าวัดจันทร์ตะวันตกอีกด้านหนึ่ง หากเดินทางโดยใช้เส้นทางข้ามสะพานสุพรรณกัลยาจะเป็นวิหารเทวลัยพระพิฆเณศโดดเด่นมากเพราะมีขนาดที่ใหญ่มาก อยู่ใกล้กับพระพุทธเจดีย์สระหลวงแต่เจดีย์อยู่ภายในกำแพงวัด หากมีโอกาสได้ไปที่วัดแห่งนี้ขอเชิญร่วมทำบุญสร้างมหาวิหารสมเด็จองค์ปฐมกันครับ จากแบบที่ท่านเจ้าอาวาสได้ออกแบบไว้และเขียนเป็นภาพจำลองออกมาจะเห็นว่ามีความสวยงามมากๆ ครับ ลักษณะพระพุทธศิลป์ขององค์สมเด็จองค์ปฐมเป็นพระพุทธรูปทรงเครื่องที่งดงามมาก

          จากข้อมูลของทางวัดอานิสงส์ของการสร้างสมเด็จองค์ปฐมและมหาวิหารสมเด็จองค์ปฐม คือได้นิพพานเร็ว ไปนิพพานเร็วมากเพราะเข้าบัญชีสีทอง ไม่ใช่ตัวหนังสือทอง บัญชีทั้งเล่มเป็นทอง นั้นหมายถึงกลับไม่ได้ เพราะว่าพระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ต้องโมทนาหมด พระอาจาย์อุบาลี อตุโล ได้กว่าวถึงอานิสงส์ในการสร้างสมเด็จองค์ปฐมและการสร้างมหาวิหารไว้ดังนี้ ท่านที่ได้ทำบุญถ้ายังไม่ถึงซึ่งพระนิพาน ก็จะได้เป็นใหญ่กว่าคนทั้งหลายในชาตินั้น เพียบพร้อมด้วยบริวาร เกิดทุกชาติจะสมบูรณ์ทุกอย่างพร้อมด้วยทรัพย์สินเงินทองมากมาย เกิดทุกชาติย่อมพบพระพุทธศาสนา และได้บำรุงพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรือง เกินทุกชาติย่อมพบแต่บัณฑิต นักปราชญ์ให้ทานฟังธรรม เกิดทุกชาติย่อมบริบูรณ์ด้วยบริวารสมบัติ มนุษย์สมบัติ ย่อมบันเทิงในสวรรค์สมบัติเพียบพร้อมด้วยบริวารนับแสน

แผนที่

 
แหล่งที่มา : 1 , 2 , 3

วัดนางพญา

10.11.59


          วัดนางพญา ตั้งอยู่บริเวณเดียวกับวัดราชบูรณะ ถัดไปทางทิศตะวันออก มีลักษณะสถาปัตยกรรมสมัยเดียวกับวัดราชบูรณะ ต่างกันที่วัดนางพญาไม่มีพระอุโบสถมีแต่วิหาร วัดนี้มีชื่อเสียงในด้านพระเครื่อง เรียกว่า พระนางพญา ซึ่งเล่าลือกันถึงความศักดิ์สิทธิ์ พระนางพญาเป็นสุดยอดพระ หนึ่งในชุดเบญจภาคี พระเครื่องนางพญามีชื่อเสียงทางด้านเมตตามหานิยม โดยเฉพาะสุภาพสตรีที่เป็นนักปกครองและหัวหน้างาน ต้องดูแลลูกน้องจำนวนมาก โดยจะมีความเชื่อว่าจะทำให้ผู้ใต้ปกครองยำเกรงประดุจ "นางพญา" ปัจจุบันหาได้ยากมาก มีก็แต่ที่ได้สร้างจำลองขึ้นภายหลัง 

ประวัติความเป็นมา

          วัดนางพญา ตั้งอยู่ถนนจ่าการบุญ อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก สังกัดคณะสงฆ์มหานิกายพื้นที่ตั้งวัดเป็นที่ราบลุ่มอยู่ถนนมิตรภาพและอยู่ใกลชิดแม่น้ำน่าน การคมนาคมสะดวก อาคารเสนาสนะต่างๆ มี อุโบสถกว้าง ๑๐.๕๐ เมตร ยาว ๒๐ เมตร สำหรับปูชนียวัตถุมี พระประธานในอุโบสถเรียกพระสมเด็จนางพญาเรือนแก้ว นอกจากนี้มีพระเครื่องพิมพ์นางพญา เป็นต้นตระกูลในสมัยนั้น ๓ ขนาด และมีเจดีย์เก่า ๒ องค์ มีมาคู่กับวิหารวัดนางพญา สร้างขึ้นเป็นวัดนับตั้งแต่ประมาณ พ.ศ. ๒๑๒๐ เป็นที่ทราบกันว่าสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช ทางสร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติ์พระนางวิสุทธิกษัตริย์ พระราชชนนีสมเด็จพระนเรศวรมหาราช วีรกษัตริย์ไทย วัดนี้เป็นวัดต้นตระกูลของพระเครื่องสมเด็จนางพญา

          แต่เดิมนั้นยังไม่มีอุโบสถ แต่มีวิหารสมเด็จนางพญาเรือนแก้ว ต่อมาวิหารชำรุดทรุดโทรม ทางวัดจึงได้ทำการบูรณะของเก่าทำให้เป็นอุโบสถ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบันพระราชทานพระฤกษ์การสร้างอุโบสถ ณ วันพุธที่ ๑๙ มกราคม พ.ศ.๒๕๒๑ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาวันที่ ๒๔ มกราคม พ.ศ.๒๕๐๖ เกี่ยวกับการศึกษา ทางวัดได้เปิดสอนพระปริยัติธรรม พ.ศ.๒๕๐๕


          พระพิมพ์นางพญา พระพิมพ์นางพญานี้ สันนิษฐานว่า สมเด็จพระมหาธรรมราชา ผู้ครองเมืองพิษณุโลกในขณะนั้น ได้ทรงสร้างขึ้นเพื่อพระราชทานแก่พระวิสุทธิกษัตริย์องค์พระมเหสี เนื่องในโอกาสที่พระองค์สร้างวัดนางพญา และวัดราชบูรณะ และได้นำพระนางพญาบรรจุไว้บนหอระฆังของเจดีย์ ซึ่งอยู่ทางด้านทิศตะวันตกของวัด ต่อมาเมื่อเจดีย์หักพังลงมา พระนางพญาจึงตกลงมาปะปนกับซากเจดีย์ และกระจายทั่วไปในบริเวณวัด ได้มีการพบกรุพระนางพญาครั้งแรกเมื่อประมาณปี พ.ศ. ๒๔๔๔ และได้นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และให้บรรดาข้าราชบริพาร ครั้งหลังเมื่อประมาณปี พ.ศ. ๒๔๘๕ ในสมัยสงครามมหาเอเซียบูรพา เมื่อมีการขุดหลุมหลบภัยจึงไปพบพระนางพญาเป็นจำนวนมาก กระจายอยู่ทั่วไปในบริเวณวัด พระพิมพ์นางพญา เป็นพระพิมพ์ปางมารวิชัย องค์พระอยู่ในกรอบสามเหลี่ยมหน้าจั่ว มีเหลี่ยมรอยตัดด้วยเส้นตอกตัดเรียบร้อย สวยงามปราณีต เป็นพระพิมพ์เนื้อดินเผาเนื้อแกร่ง และเนื้อหยาบ เนื้อมีส่วนผสมของดินว่านต่างๆ แร่ธาตุ กรวดและทราย เนื้อที่มีสีเขียวและสีดำจะมีความแกร่งมากกว่าสีอื่น เนื่องจากถูกเผาด้วยอุณหภูมิสูง สีโดยทั่วไปจะเป็นสีแดงคล้ำน้ำตาลแก่ เขียวตะไคร่แกมดำสีเม็ดพิกุลแห้ง สีกระเบื้อง หรือสีหม้อไหม้ สีสวาทหรือสีเทา และสีแดงคล้ำมีควาบกรุ ที่เรียกว่าเนื้อมันปู และสีขาวอมชมพู


          รูปแบบของพิมพ์มีอยู่ ๖ พิมพ์ด้วยกันคือ พิมพ์ใหญ่เข่าตรง พิมพ์ใหญ่เข่าโค้ง พิมพ์ใหญ่อกนูน พิมพ์เล็กอกนูน พิมพ์สังฆาฏิ และพิมพ์เทวดา เชื่อกันว่าพระพิพม์นางพญามีอานุภาพศักดิ์สิทธิ์ด้านเมตตามหานิยมให้ลาภยศ แคล้วคลาดจากอันตราย และภัยพิบัติทั้งปวง อยู่ยงคงกระพันไม่ว่าอาวุธใด ๆ ไม่อาจทำอันตรายได้พระวิหาร เป็นอาคารทรงโรงก่ออิฐถือปูนมี ๖ ห้อง สถาปัตยกรรมสมัยสุโขทัย พระประธานเป็นพระพุทธรูปปูนปั้น ศิลปะสุโขทัย ฝาผนังด้านหลังเขียนภาพไตรภูมิ ฝาผนังด้านหน้าเขียนภาพพุทธประวัติ ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๕ ได้มีการดัดแปลงพระวิหารให้เป็นพระอุโบสถ โดยการก่อสร้างขึ้นใหม่หมดทั้งหลัง


          วัดนางพญา วัดสำคัญแห่งหนึ่งในวงการพระเครื่อง และวงการนี้คงไม่มีใครไม่รู้จักสมเด็จนางพญา พระเครื่องที่โด่งดังที่ยากจะได้เห็นของจริงแท้ๆ กันสักครั้งเนื่องจากมีราคานิยมค่อนข้างสูง กรุวัดนางพญา มีการค้นพบพระเครื่อง 2 ครั้งคือในปี พ.ศ. 2444 และครั้งหลังเมื่อ พ.ศ. 2497 การเดินทางมายังวัดนางพญาใช้เส้นทางเดียวกันกับวัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร เนื่องจากวัดนางพญาอยู่ติดกันมีถนนจ่าการบุญคั่นกลางระหว่างวัดทั้งสอง ในขณะที่เดินชมรอบๆ บริเวณวัดพระศรีรัตนมหาธาตุอยู่นั้นได้เห็นป้ายชื่อวัดนางพญาซึ่งอยู่ตรงกับประตูกำแพงวัดไหนๆ ก็มาไหว้พระพุทธชินราชแล้ว ก็เดินข้ามถนนมาไหว้พระวัดนางพญาอีกหน่อยจะได้ภาพและข้อมูลมาเขียนเล่าสู่กันฟัง ภาพบนซ้ายแสดงให้เห็นว่ามีถนนกั้นกลางระหว่างกำแพงวัดทั้งสองวัด มีรถผ่านไปมาตลอดเวลาเพราะบางครั้งที่จอดรถในวัดพระศรีรัตนมหาธาตุเต็มจะเห็นคนมาจอดรถที่ถนนจ่าการบุญแทน เพราะสะดวกและใกล้ประตูวัด แต่ถ้าต้องไปจอดไกลๆ ท้ายถนนก็ไม่ไหวเหมือนกันครับไกลมาก เมื่อเข้าไปในวัดก็มองหาปูชนียสถานที่สำคัญของวัดปรากฏว่าพบอุโบสถหลังนี้ (เดิมทีเป็นวิหาร) ล้อมด้วยระเบียงคดเกือบรอบเป็นรูปสี่เหลี่ยม เว้นช่องไว้เป็นประตูเข้าออกวัดตรงหน้าอุโบสถ ด้านหลังมีเจดีย์เก่าแก่มาก 2 องค์ (ภาพล่างซ้าย) ส่วนด้านหน้าประดิษฐานพระสังกัจจายน์ เป็นบริเวณที่จัดไว้สำหรับจุดธูปเทียนบูชาพระด้านนอกอุโบสถ บันไดทางเดินขึ้นมีสิงห์อยู่เป็นคู่


          ประตูวิหารวัดนางพญา มีป้ายชื่อวัดนางพญาสีแดงมาตั้งไว้ 2 ป้าย คงเป็นเพราะวัดนางพญาอยู่ใกล้กับวัดพระศรีรัตนมหาธาตุมาก หากไม่มีป้ายบอกหลายคนคงเข้าใจว่าวิหารหลังนี้เป็นส่วนหนึ่งของวัดพระศรีรัตนมหาธาตุมากกว่าที่จะเป็นอีกวัดหนึ่ง เหตุผลอีกอย่างหนึ่งก็คือพระประธานในวิหารเป็นสมเด็จนางพญาเรือนแก้ว พุทธลักษณะการสร้างคล้ายพระพุทธชินราชมาก โดยทั่วไปสำหรับพุทธศาสนิกชนอย่างเราๆ เมื่อเดินทางไปวัดต่างๆ ในหลายๆ จังหวัดคงได้พบพระพุทธชินราชจำลองประดิษฐานอยู่หลายวัดเพราะมีประชาชนศรัทธาพระพุทธชินราชกันเป็นอย่างมาก หากไม่มีพระนามติดที่ฐานผมเองก็คงเข้าใจผิดเหมือนกัน


          สมเด็จนางพญาเรือนแก้ว คาถาบูชา สุนะจะเร (๙ จบ) แล้วอธิษฐาน สมเด็จนางพญาเรือนแก้วเป็นพระพุทธรูปเก่าแก่ที่มีมาพร้อมกับการสร้างวัดแต่ข้อมูลหลักฐานการสร้างและข้อมูลอื่นๆ ยังไม่มีปรากฏครับ สมเด็จนางพญาเรือนแก้วเป็นพระพุทธรูปที่มีประชาชนเดินทางมากราบไหว้ขอพรตลอดทั้งวัน ในบางครั้งที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุจัดงานอย่างเช่นวันลอยกระทง วัดนางพญาจะเปิดให้เป็นที่จอดรถ แต่เก็บค่าจอดเพื่อเป็นการบำรุงวัดนะครับ พระพุทธศิลป์สมเด็จนางพญาเรือนแก้วงดงามมาก มีช่างภาพทั้งมืออาชีพและมือสมัครเล่นเดินทางมาถ่ายภาพมากมาย หากค้นหาคำว่าสมเด็จนางพญาเรือนแก้วจะพบหน้า multiply.com ซึ่งเป็นเว็บรวมภาพถ่ายของช่างภาพหลายๆ คนปรากฏขึ้นมา


          รอบๆ อุโบสถวัดนางพญา เมื่อไหว้พระขอพรกันเป็นที่เรียบร้อยแล้วผมก็เดินชมรอบๆ พระอุโบสถและระเบียงคด ที่ระเบียงคดด้านทิศตะวันตกมีภาพเขียนสีสันสวยงาม 3 ภาพบนฝาผนังด้านใน ขอบหน้าต่างอุโบสถเป็นความชอบส่วนตัวครับไม่ว่าไปวัดไหนก็อยากถ่ายภาพช่องประตูและหน้าต่างเก็บไว้เสมอเพราะมีความรู้สึกว่าซุ้มประตูและหน้าต่างมีความสวยงามไม่แพ้ส่วนอื่นๆ


          พระบรมรูปสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช เป็นวิหารหลังเล็กๆ แยกออกมานอกระเบียงคดของวัดนางพญา มีทางเข้าแยกกันอีกประตูหนึ่ง ภายในมีพระบรมรูปสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช และสมเด็จพระวิสุทธิกษัตรี มีรูปปั้นฤๅษี ได้แก่ปู่ฤๅษีนารอด ปู่ฤๅษีตาวัว เป็นต้น มีภาพเขียนสมเด็จพระนเรศวรมหาราช และพระเชษฐภคิณีคือ พระสุพรรณกัลยา ทางวัดกำลังรวบรวมปัจจัยในการปรับปรุงวิหารหลังนี้ขึ้นใหม่เพื่อให้สมฐานะ


พระบรมรูปสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช พระบรมรูปสมเด็จพระวิสุทธิกษัตรี


          ลานเสริมศักดิ์ศรีบารมีพระพุทธชินราช เป็นลานประกอบด้วยอาคารหลายหลังลักษณะคล้ายศาลาทรงไทย ขนาดต่างๆ กัน อยู่หัวมุมถนนจ่าการบุญ มีทางเดินปูด้วยอิฐตัวหนอนแยกจากกำแพงวัดนางพญา(ภาพล่างซ้าย) ไม่แน่ใจว่าพื้นที่ลานเสริมศักดิ์ศรีบารมีพระพุทธชินราช เป็นของใคร ในบริเวณลานนี้มีรั้วกั้นตลอดแนวมีประตูทางเข้าที่เปิดเข้าไปได้ ปิดท้ายด้วยภาพล่างขวาเครื่องสักการะพระบรมรูปสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช ให้ประชาชนได้บูชานำไปสักการะในวิหาร จบการแนะนำวัดนางพญาไว้เท่านี้ก่อนหากมีข้อมูลเพิ่มเติมจะนำมาอัพเดตกันใหม่ครับ

แผนที่



แหล่งที่มา : 1 , 2

วัดราชบูรณะ

10.11.59



          วัดราชบูรณะ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำน่านฝั่งตะวันออก ทางใต้ของวัดพระศรีมหาธาตุ พระอุโบสถมีลักษณะพิเศษคือ ที่ชายคาตกแต่งด้วยนาค 3 เศียร มีลักษณะอ่อนช้อยงดงาม พิจารณาดูตามชื่อแล้ว วัดราชบูรณะน่าจะเป็นวัดที่พระมหากษัตริย์ทรงสร้าง เชื่อว่าเป็นสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนารถ เนื่องจากทรงประทับอยู่ที่เมืองพิษณุโลกถึง 25 ปี และทรงมีบทบาททางบำรุงพระศาสนาที่พิษณุโลกมากที่สุด

          อีกข้อสันนิษฐานหนึ่งของการสร้างวัดราชบูรณะแห่งนี้ก็คือ เป็นวัดที่สร้างในสมัยสุโขทัยตอนปลาย ในรัชสมัยพระมหาธรรมราชาที่ 1 พระยาลิไท คงจะทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างหรือบูรณะครั้งใหญ่ จึงได้ชื่อว่าวัดราชบูรณะ เพราะพระมหาธรรมราชาที่ 1 ได้เสด็จครองราชย์ที่เมืองพิษณุโลก 7 ปี ในระหว่างปี พ.ศ. 1905 ถึง พ.ศ. 1912 พระองค์ได้ทรงทำนุบำรุงซ่อมแซมโบราณสถาน และโบราณวัตถุทางพระพุทธศาสนาเป็นอันมาก ทำให้พระพุทธศาสนารุ่งเรืองที่สุดในสมัยสุโขทัยตอนปลาย

          หน้าวัดราชบูรณะ การเดินทางมายังวัดราชบูรณะจะเข้าทางประตูวัดติดถนนมิตรภาพ ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับวัดนางพญา ที่ในอดีตเป็นวัดพี่วัดน้องมีอาณาเขตติดกัน และเนื่องจากวัดนางพญาไม่มีอุโบสถ จึงดูเหมือนกับว่าวัดนางพญากับวัดราชบูรณะเป็นวัดเดียวกัน โดยมีพระอุโบสถของวัดราชบูรณะอยู่ตรงกลาง 


          ต่อมาเมื่อมีการตัดถนนพิษณุโลก-หล่มสัก ทำให้วัดราชบูรณะกับวัดนางพญาแยกออกจากกันชัดเจน ทำให้สามารถเดินทางเข้าวัดราชบูรณะได้ 2 ทาง คือถนนมิตรภาพ กับถนนเลียบแม่น้ำน่าน

          เจดีย์ด้านตะวันออก ในวันนี้เราเริ่มเดินเข้าวัดจากประตูด้านทิศเหนือติดกับถนนมิตรภาพ เข้ามาในบริเวณวัดจะเห็นเจดีย์องค์นี้ก่อนสิ่งอื่นๆ แต่เจดีย์องค์นี้ถูกสร้างขึ้นมาในรุ่นหลังแล้ว

          พระอุโบสถ อาคารก่ออิฐถือปูน กว้าง 10 เมตร ยาว 18 เมตร สูง 10 เมตร ผนังหนาราว 50 เซนติเมตร หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ด้านหน้ามีทางขึ้น 2 ทาง มีประตู 2 คู่ มีหน้าต่างด้านละ 4 คู่ พื้นภายในพระอุโบสถยกระดับสูงจากพื้นดินประมาณ 1.75 เมตร มีกำแพงแก้วล้อมรอบอีกชั้นกว้าง 20 เมตร ยาว 25 เมตร เดือนเมษายน พ.ศ.2502 มีการตัดถนนมิตรภาพ (พิษณุโลก-หล่มสัก) ผ่านระหว่างวัดราชบูรณะ กับวัดนางพญา (เดิมทีทั้งสองวัดมีพื้นที่ติดกัน วัดนางพญาไม่มีอุโบสถ จึงดูเหมือนทั้งสองวัดนี้เป็นวัดเดียวกัน) ในการตัดถนนสายนี้ทำให้มีพื้นที่บางส่วนของพระอุโบสถวัดราชบูรณะถูกตัดออกไปเป็นถนน ใบเสมามุมทิศตะวันออกเฉียงเหนือต้องรื้อถอนแล้วสร้างใหม่

          อุโบสถ มีสถาปัตยกรรมแบบทรงโรง มี 6 ห้อง ซึ่งเป็นศิลปะสมัยสุโขทัย มีหลังคาโค้งตรงกลางเล็กน้อย มุงด้วยกระเบื้องดินเผาสี่เหลี่ยมผืนผ้า หลังคานั้นเป็นปีกนกคลุมสามชั้น มุงด้วยกระเบื้องดินเผาแบบเกล็ดพระยานาค จั่วหน้าหลังเป็นจั่วแบบภควัม การเข้าไม้แบบฝาประกนมี 3 ชั้น ไม่มีการแกะสลักลวดลาย มีประดับด้วยกระจกสีน้ำเงินและเหลือง มีช่อฟ้าบนหลังคาหน้าหลัง มีรวยระกาที่หน้าบรรณ ลำยองไม่ทำเป็นงวงแบบนาคสดุ้ง หางหงส์และนาคปักทำเป็นนาคเบือน ตามลักษณะความแหลมตามแนวหลังคา ทำเป็นรูปปูนปั้นมีนาคสามเศียรด้านหน้า 4 ตน และด้านหลัง 4 ตน (ตรงมุมหลังคา) เป็นศิลปะแบบเก่าที่ใช้กับรวยระกาและป้านลมสถาปัตยกรรมแบบสุโขทัย 

          บานประตูทั้ง 4 คู่แกะสลักดอกไม้สี่กลีบแบบดอกลำดวน ประดับกระจกสีน้ำเงินและเหลือง 

          ลานประทักษินรอบพระอุโบสถมีใบเสมาหินทรายตั้งอยู่บนฐานบัวคลุ่มกลีบซ้อนเรียงกัน 8 ชั้น มีทั้งใบเสมาเดี่ยวและใบเสมาคู่แต่เหลือเพียง 7 ที่ ใบเสมาถูกย้ายที่ไป 1 ที่ในการสร้างถนน ใบเสมาคู่เป็นจุดที่พบพระนางพญาบรรจุไห 3 ใบ ในปี พ.ศ. 2548

          พระประธานในพระอุโบสถ พระพุทธรูปปางมารวิชัยลงรักปิดทองหน้าตักกว้าง 2 เมตร สูง 3 เมตร ศิลปะสมัยสุโขทัยประดิษฐานอยู่บนฐานชุกชีก่ออิฐถือปูนชั้นล่างเป็นฐานเท้าสิงห์ 2 ชั้น ชั้นบนสุดเป็นฐานบัวคว่ำบัวหงาย ปิดทองประดับกระจกสี


          ตู้พระไตรปิฎกและภายในพระอุโบสถ อุโบสถวัดราชบูรณะ สร้างแบบก่ออิฐถือปูน เสาสอบ (ยอดเสาแคบกว่าโคนเสา) มีทางเข้าออก เป็นประตูด้านละ 2 ช่อง ตรงกัน ด้วยลักษณะการสร้างแบบเสาสอบเราจึงรู้สึกได้ว่าฝาผนังโบสถ์เอียงเข้า 
ตู้เก็บพระไตรปิฎกดูค่อนข้างมีอายุ ลวดลายสวยงาม

          จิตรกรรมฝาผนัง ภาพจิตรกรรมฝาผนังด้านในพระอุโบสถเป็นเรื่องรามเกียรติ์ฝีมือสกุลช่างรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ภาพเขียนที่สำคัญคือ ภาพตอนทศกัณฑ์สั่งเมือง 


          ตอนล่างของภาพรามเกียรติ์เขียนเป็นภาพชนชาติต่างๆ ภาพสัตว์หิมพานต์ ภาพการละเล่นพื้นบ้าน ดังปรากฏในหนังสือจดหมายระยะทางพิษณุโลก ของสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัตติวงศ์ (2506 : 26) เมื่อคราวเสด็จมาวัดราชบูรณะครั้งเสด็จเมืองพิษณุโลก เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2444

          ตักบาตร 108 ตุ๊กตารูปพระภิกษุขนาดเล็กๆ ตั้งเรียงกันอยู่จำนวนมากตั้งแต่ประตูอุโบสถด้านหน้าเรียงกันไปตามผนังด้านในทางทิศเหนือ ไว้ให้ทำบุญเหมือนการตักบาตรพระ ด้วยการหยอดเหรียญลงไป


          โรงเก็บเรือพระที่นั่งรับเสด็จ ร.๕ สร้างเป็นศาลาหลังคาคลุมไว้ ด้านข้างเปิดโล่งทุกด้านมองเห็นเรือลำหนึ่งที่เก็บรักษาเป็นอย่างดี มีประชาชนเดินทางมากราบไหว้บูชาและลอดใต้เรือด้วยความเชื่อว่าจะมีโชคลาภ ศาลาที่เก็บเรือพระที่นั่งรับเสด็จ อยู่ระหว่างพระอุโบสถกับพระวิหารหลวง


          เรือพระที่นั่งรับเสด็จสมัย ร.๕ ประวัติเรือพระที่นั่งรับเสด็จสมัย ร.๕


          ตามคำบอกเล่า ของอดีตเจ้าอาวาสวัดราชบูรณะ คนเก่าคนแก่ของวัดและชาวพิษณุโลก เรือลำนี้เป็นเรือพระที่นั่งรับเสด็จ สมัย ร.๕ ยาว 12 เมตร กว้าง 1.7 เมตร สมัยเสด็จขึ้นมานมัสการพระพุทธชินราช เมืองพิษณุโลก เสด็จไปที่ต่างๆ เพื่อนมัสการศาสนสถาน และเยี่ยมเยียนพสกนิกรของพระองค์ ได้ใช้เรือลำนี้เป็นเรือพระที่นั่งแทนเรือพระที่นั่งที่มจากเมืองหลวง (บางกอก) ในสมัยที่เสด็จมาในคราวนั้น

          เมื่อปี พ.ศ. 2527 ทหารค่ายสฤษณ์เสนา ได้มาพัฒนาวัดราชบูรณะ ใช้ทหาร 300 นาย พัฒนา 3 วัน 3 คืน ได้ขุดเอาเรือพระที่นั่งรับเสด็จลำนี้ขึ้นมา ทำการบูรณะซ่อมแซม และได้จัดตั้งไว้กลางลานวัดหน้ากุฎิไม้ในปัจจุบัน (เดิมเรือพระที่นั่งรับเสด็จลำนี้ จมดินเหลือแต่ท้ายเรือเท่านั้นที่พ้นดิน)

          ต่อมาเมื่อปี พ.ศ.2533 ฉลอง 400 ปี ของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทางศึกษาธิการจังหวัดพิษณุโลกได้มาอัญเชิญเรือพระที่นั่งรับเสด็จสมัย ร.๕ ลำนี้ไปทำการบูรณะซ่อมแซมอีกครั้ง และได้นำลงแม่น้ำน่านเป็นครั้งแรก ซึ่งไม่เคยนำลงน้ำมาเป็นเวลานับร้อยปี เพื่อฉลองครบรอบ 400 ปี ของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชในนามเรือ "พระยาจีนจัตตุ" หลังจากนั้นได้อัญเชิญขึ้นมาไว้ที่วัดราชบูรณะดังเดิมจนถึงปัจจุบัน

          พระวิหารหลวงวัดราชบูรณะ อาคารก่ออิฐถือปูน กว้าง 18 เมตร ยาว 23 เมตร สูง 13 เมตรหันไปทางทิศตะวันออก ด้านหน้ามีทางขึ้นลง 3 ทาง ประตู 3 คู่ หน้าต่างด้านละ 7 คู่ พื้นวิหารยกสูงจากพื้นดินประมาณ 1.75 เมตร พระวิหารมีสถาปัตยกรรมทรงโรง 9 ห้อง ศิลปะสมัยสุโขทัยด้านหน้ามีระเบียงเสาหานร่วมเรียงในรองรับ 4 เสา มีบัวหัวเสาเป็นบัว 2 ชั้นมีกลีบยาว ส่วนหลังคาสร้างแบบเดียวกันกับพระอุโบสถ ต่างกันที่ใช้พญานาคเศียรเดียว พระอุโบสถเป็นพญานาคสามเศียร


          บานประตูหน้า 3 คู่ หลัง 2 คู่ แกะสลักลวดลายดอกบัวตูมเรียงต่อกัน เสาในพระวิหารมี 2 แถว แถวละ 7 ต้น เป็นเสาศิลาแลงก่ออิฐถือปูนทรงกลมเส้นผ่านศูนย์กลาง 80 เซนติเมตร ทาสีแดงฉลุสีทองที่โคนเสาและปลายเสาเพื่อรองรับตัวขื่อที่บัวหัวเสาเป็นบัวกลีบซ้อนกัน 5 ชั้น ที่คานบนมีลายดอกไม้เขียนพื้นไม้สีดำลายฉลุทอง

          หลวงพ่อทองดำ พระประธานในพระวิหารหลวง วัดราชบูรณะ เป็นพระพุทธรูปปูนปั้นลงรักปิดทองปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง 4 เมตร สูง 5.50 เมตร ศิลปะสมัยสุโขทัยที่ชาวบ้านเรียกกันว่าหลวงพ่อทองดำ ที่ศักดิ์สิทธิ์ มีคนกราบไว้บูชาขอพรขอโชคขอลาภล้วนประสิทธิผล


          พระพุทธลักษณะคล้ายพระพุทธชินราชมาก ประดิษฐานอยู่บนฐานชุกชี 2 ชั้น สูง 1.50 เมตร ชั้นล่างสูง 1 เมตร เป็นรูปเท้าสิงห์ ชั้นบนสูง 0.5 เมตร เป็นฐานบัวคว่ำบัวหงาย

          พิพิธภัณฑ์วัดราชบูรณะ สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งของวัดคือพิพิธภัณฑ์ซึ่งเก็บข้าวของเครื่องใช้โบราณหลายอย่างไว้ในพระวิหารหลวงแห่งนี้ อย่างเช่นโล่สำหรับใช้ในสงคราม ซึ่งหาดูได้ยากชิ้นนี้


          พิพิธภัณฑ์วัดราชบูรณะ เครื่องใช้ทองเหลือง และพัดลมสมัยโบราณ รวมไปถึงจักรยานมากมายที่ใช้กันในสมัยรัชกาลที่ ๕ ก็มีให้ชมและศึกษาหาความรู้ได้ นอกจากที่เห็นอยู่นี้ยังมีศิลปวัตถุ โบราณวัตถุอีกหลายอย่างในตู้กระจกรอบๆ พระวิหารหลวง


          ฝาผนังด้านในของพระวิหารหลวงมีภาพจิตรกรรมที่สวยงามสมัยรัชกาลที่ ๔ แต่ได้ชำรุดหายไปมาก

          เจดีย์หลวง ตั้งอยู่หลังพระวิหารหลวง ทางด้านทิศตะวันตกของวัด ติดถนนริมฝั่งแม่น้ำน่าน เป็นเจดีย์ทรงกลมตั้งอยู่บนฐานแปดเหลี่ยมทำเป็นขั้นๆ ขึ้นไปจนถึงบนสุด เป็นฐานเจดีย์ทรงกลมใหญ่ศิลปะสมัยอยุธยา เป็นเจดีย์ที่สูงใหญ่แกนในของฐานเป็นดินภายนอกก่ออิฐ หน้ากระดาน 8 เหลี่ยม ยาวด้านละ 9 เมตร สูง 24 เมตร ซ้อนขึ้นไป 12 ชั้น มุมฐานชั้นบนสุดมีจุลเจดีย์ประดับที่มุม ระหว่างจุลเจดีย์ทำเป็นพนักระเบียงติดต่อกันโดยรอบ


          ตรงกลางเป็นเจดีย์ประธานมีมาลัยเถาซ้อนกัน 5 ชั้น เหนือขึ้นไปเป็นทรงระฆังทรงกลมแต่ชำรุดสูญหายไป เหลือแต่ฐานบัลลังก์เหนือคอระฆังจึงสันนิษฐานว่า จุลเจดีย์น่าจะมีลักษณะเหมือนเจดีย์ประธานแต่มีขนาดย่อส่วนลง 

          พระเจดีย์วัดราชบูรณะองค์นี้เป็นพระเจดีย์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุด และสูงที่สุดในจังหวัดพิษณุโลก

          พ.ศ. 2533 กรมศิลปากรได้ทำการบูรณปฏิสังขรณ์รากฐานและก่อยอดเจดีย์วัดราชบูรณะ ให้มีความแข็งแรงสมบูรณ์


          สิ่งอื่นๆ ในวัดราชบูรณะ สิ่งที่น่าสนใจภายในวัดนอกจากสถานที่สำคัญๆ อย่างเจดีย์ พระวิหารหลวง พระอุโบสถแล้วก็มี ต้นโพธิ์อายุนับร้อยปี มีบันไดเงินบันไดทองให้เดินขึ้นเป็นการลอดต้นโพธิ์ตามความเชื่อว่าจะทำให้มีโชคลาภดี เสริมดวงชะตา

          ส่วนภาพขวาเป็นหอไตรเสากลม เป็นหอไตรคอนกรีตกว้าง 6 เมตร ยาว 6 เมตร สูง 11 เมตร มีเสาปูนกลมเรียง 4 แถว แถวละ 4 ต้น สูงต้นละ 4 เมตร มีบัวหัวเสากลับ 2 ชั้น ชั้นล่างเป็นหอระฆัง ชั้นบนเป็นหอไตรเก็บรักษาพระคัมภีร์ต่างๆ หอไตรทำด้วยไม้สับแบบฝาประกน มีประตูทางเข้า 1 ประตู ทางด้านทิศใต้มีระเบียงกว้าง 1 เมตร เดินได้โดยรอบ มีหน้าบัน 4 ทิศ เป็นปูนปั้น มีช่อฟ้าใบระกาหางหงส์ทุกมุมทั้ง 8 มุม ทิศเหนือและทิศใต้มีลายปูนปั้นรูปพระยาครุฑจับพระยานาค ยอดหอไตร มียอดเรียวแหลมคล้ายยอดของพระเจดีย์ที่มียอดเหลี่ยมย่อมุมไม้สิบสอง รอบหอระฆังมีกำแพงแก้วล้อมรอบยาว 10 เมตร มีซุ้มประตูกำแพงแก้วด้านทิศใต้

          หอไตรนี้ถูกสร้างขึ้นเมื่อใดไม่ปรากฏหลักฐาน แต่หากพิจารณาตามรูปแบบสถาปัตยกรรมแล้วน่าจะสันนิษฐานได้ว่า สร้างขึ้นในสมัยสุโขทัย

          โรงเรียนปริยัติธรรม อาคารเก่าแก่รูปทรงโบราณ มีความสูงมากเมื่อเทียบกับขนาดด้านกว้างและด้านยาว อยู่ระหว่างหอไตรเสากลมและศาลาการเปรียญ

          มณฑปบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ปัจจุบันวัดราชบูรณะกำลังก่อสร้างมณฑป สำหรับบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ และปรับปรุงภูมิทัศน์ สำหรับท่านใดมีจิตศรัทธาขอเชิญมาร่วมสร้างมณฑปและบูรณะปูชนียสถานสำคัญของวัดไว้ให้อยู่ถึงคนรุ่นหลัง

          สถานที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ เป็นศาลาทรงสูงขนาดใหญ่ มีพระบรมสารีริกธาตุอยู่ชั้นบน มีประชาชนเดินทางมากราบไหว้สักการะอย่างไม่ขาดสาย

          พระบรมสารีริกธาตุวัดราชบูรณะ เมื่อเดินขึ้นมาบนศาลาก็จะมีสถานที่สำหรับสักการะพระบรมสารีริกธาตุ จัดเตรียมไว้ 

          ตำนานพระบรมสารีริกธาตุวัดราชบูรณะ
          จากเอกสารเขียนโดยพระทิพากรวงศ์ (ขำ บุญนาค) เรื่องพระปฐมเจดีย์ได้กล่าวถึงตำนานพระปฐมเจดีย์ ฉบับพระยามหาอรรคนิกรและฉบับนายทอง ซึ่งมีข้อความบางตอนคล้ายคลึงกันมีเขียนไว้ว่า
 "...จะกล่าวถึงพระมหาไหล่ลายเป็นบุตรนายเชนกษัตริย์ เป็นเชื้อวงศ์พระยาศรีสิทธิไชย เมื่อมหาไหล่ลายยังไม่ได้บวช ได้เป็นมหาดเล็กของพระเจ้าแผ่นดินละโว้ และกระทำชู้ด้วยนางพระสนมของพระยาเธอ ถูกจับได้จึงสักไหล่เสียข้างหนึ่งแล้วส่งไปเป็นตะพุ่นหญ้าม้า จึงได้นามปรากฏว่ามหาไหล่ลาย

          ครั้นอยู่มามหาไหล่ลายกับนายเชนกษัตริย์บิดา หนีไปเมืองหลวงต่อแดนเมืองเชียงใหม่จะขอบวชเป็นพระภิกษุแต่คณะสงฆ์ไม่ให้บวช มหาไหล่ลายจึงบวชเป็นสามเณร อยู่มารู้ว่าจะมีสำเภาไปเมืองลังกาเจ้าเณรไหล่ลายก็เอาบาตรกับไม้เท้าลงในกระโล่ลอยไปถึงเมืองลังกา เมื่อไปถึงเมืองลังกาเจ้าเณรไหล่ลายอาศัยอยู่กับพระภิกษุผู้เฒ่าและได้พาเข้าไปหาพระสังฆราช พระสังฆราชจึงถามว่า เจ้าเณรมาลังกาครั้งนี้เพื่อประโยชน์สิ่งใด เจ้าเณรแจ้งว่าจะขอบวชเป็นพระภิกษุ คณะสงฆ์จึงแจ้งว่าเจ้าเณรนี้เป็นนักโทษหนีออกมาจากเมืองชมพูทวีปจะบวชให้นั้นมิได้ ดังนั้นเจ้าเณรไหล่ลายจึงว่า พระผู้เป็นเจ้าจงนำข้าพเจ้าไปนมัสการยังคณะเจดีย์ด้วยเถิด พระสังฆราชและพระสงฆ์ทั้งปวงจึงนำสามเณรมายังต้นโพธิ์กระทำทักษินาสามรอบ แล้วกิ่งมหาโพธิ์ข้างทิศทักษินก็น้อมลงมาให้เจ้าเณรจับใส่เศียรเกล้า แล้วพระบรมสารีริกธาตุก็เสด็จออกมาปาฏิหาริย์อยู่เหนือศรีษะเจ้าเณร มีรัศมีต่างๆ เป็นประจักษ์แก่สายตาของคณะสงฆ์ คณะสงฆ์จึงบวชให้เจ้าเณรเป็นภิกษุชื่อว่า พระมหาไหล่ลาย และได้ไปนมัสการพระพุทธบาทกับเจดีย์อื่นๆ ทั่วลังกาแล้วก็จะเดินทางกลับชมพูทวีป

          เมื่อพระมหาไหล่ลายจะกลับชมพูทวีป พระสังฆราชลังกาทรงมอบพระบรมสารีริกธาตุให้จำนวน 650 องค์ กับผลพระศรีมหาโพธิ์ เมื่อพระมหาไหล่ลายกลับมาถึงนครไชยศรีวัดพระเชตุพน ได้นำพระบรมสารีริกธาตุบรรจุไว้ในมหาเจดีย์พระเสตาทั้ง 4 จำนวน 16 องค์ บรรจุไว้ในพระไสยาสน์นอกพระประธานใหญ่ จำนวน 36 องค์ บรรจุไว้ในทรองเมืองชัยนาท จำนวน 36 องค์ และผลมหาโพธิ์นั้นมหาไหล่ลายปลูกไว้ริมหนองทะเลนอกวัดเขมาปากน้ำจึงได้ปรากฏชื่อว่า มหาโพธิ์

          พระมหาไหล่ลายได้นำพระบรมสารีริกธาตุ ไปบรรจุไว้หน้าพระธาตุเมืองโยธา จำนวน 16 องค์ พระพุทธบาท จำนวน 36 องค์ เขานครสวรรค์ จำนวน 36 องค์ อ่างทอง จำนวน 36 องค์ เอาไปบรรจุไว้ในป่าตาผีคุด จำนวน 36 องค์ พระมหาไหล่ลายขึ้นไปทางเหนือถึงเมืองสุโขทัย ได้นำพระบรมสารีริกธาตุบรรจุไว้ในพระธาตุหิน จำนวน 36 องค์ บรรจุไว้ในต่อม จำนวน 36 องค์ เอาขึ้นไปในเมืองหลวงสวงแก้ว จำนวน 36 องค์

          พระมหาไหล่ลายได้เดินทางไปเมืองพิษณุโลก ได้นำไปบรรจุไว้ในวัดเสนาสน์ จำนวน 36 องค์ วัดบูรพาราม จำนวน 30 องค์ บรรจุไว้ในวัดมหาสถานจำนวน 30 องค์..." (วัดมหาเจดีย์ หรือวัดมหาสถาน ซึ่งนักโบราณคดีสันนิษฐานว่าคือวัดราชบูรณะ จังหวัดพิษณุโลกในปัจจุบัน)

          จากหลักฐานการบันทึกเหล่านี้และตำนานการสร้างวัดราชบูรณะที่สอดคล้องกัน แสดงว่าพระบรมสารีริกธาตุกับวัดราชบูรณะอยู่คู่กันมาโดยตลอด

          เมื่อปี พ.ศ. 2528 กรมศิลปากรได้ขุดค้นเจดีย์หลวงวัดราชบูรณะเพื่อจำทำการบูรณปฏิสังขรณ์ใหม่ ได้ขุดค้นพบพระบรมสารีริกธาตุที่บรรจุไว้ในคอระฆังของเจดีย์หลวงซึ่งบรรจุไว้ในผอบ และเจดีย์จำลองเล็กๆ ที่ทำจากทองสำริด ซึ่งทางวัดได้นำออกมาให้พุทธศาสนิกชนได้สักการบูชาที่ศาลาการเปรียญ

          ข้องมหาชัย ตามความเชื่อของคนโบราณ จะมีการนำเอาเงินมาเก็บใส่ไว้ในข้อง เพื่อให้ชีวิตไม่ขัดข้อง และสุขภาพร่างกายแข็งแรง วัดราชบูรณะมีทั้งข้องทั้งไซสำหรับดักปลาทำเป็นขนาดใหญ่ ตั้งไว้ตรงบันไดทางขึ้นศาลา เพื่อให้ประชาชนได้บริจาคปัจจัยใส่ลงไปในข้อง

แผนที่


แหล่งที่มา : 1