11 พฤศจิกายน 2559

เขาน้อย เขาประดู่

11.11.59

          เขตห้ามล่าสัตว์ป่าเขาน้อย-เขาประดู่ มีพื้นที่กว่า ๘๐,๙๐๐ ไร่ ได้รับการประกาศจัดตั้งเป็นเขตห้ามล่าสัตว์ป่าเมื่อวันที่ ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๔๑ ที่ตั้งสำนักงานเขตฯ อยู่ที่บริเวณบ้านป่าคาย หมู่ที่ ๒ ตำบลบ้านนายาง อำเภอวัดโบสถ์ ห่างจากตัวเมือง ๔๕ กิโลเมตร การเดินทาง ใช้เส้นทางเดียวกับอุทยานแห่งชาติแก่งเจ็ดแคว จากพิษณุโลกเดินทางไปอำเภอวัดโบสถ์ใช้ทางหลวงหมายเลข ๑๒ ระยะทาง ๖ กิโลเมตร แยกซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข ๑๑ อีก ๒๕ กิโลเมตร ก่อนขึ้นสะพานข้ามแม่น้ำแควน้อย มีทางแยกไปบ้านนาขามตามทางหลวงหมายเลข ๑๒๒๐ อีก ๘ กิโลเมตร มีป้ายบอกทางเข้าเขตห้ามล่าฯ อีก ๖ กิโลเมตร เป็นทางลูกรังและมีจุดที่ต้องขับผ่านธารน้ำไหล จำเป็นต้องใช้รถขับเคลื่อนสี่ล้อในฤดูฝน
          เขาน้อย-เขาประดู่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางระหว่าง ๑๐๐-๕๐๐ เมตร ประกอบด้วยป่าดิบแล้ง ป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง และทุ่งหญ้า มีความหลากหลายทางด้านพืชพรรณ มีดอกไม้ตามฤดูกาลที่สวยงามคือดอกกระเจียวและกล้วยไม้ และยังเป็นแหล่งค้นพบปูพันธุ์ใหม่ ที่เรียกว่า ปูแป้ง หรือ ปูสองแคว ซึ่งพบเฉพาะในฤดูฝน เหมาะแก่การท่องเที่ยวทัศนศึกษาเชิงนิเวศ ระหว่างเดือนพฤษภาคม-ธันวาคม
          ผู้สนใจเดินเท้าตามเส้นทางศึกษาธรรมชาติที่ทางเขตฯ ได้ทำไว้หรือติดต่อพักแรม สามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ที่สำนักงานเขตได้โดยตรงหรือติดต่อล่วงหน้าที่ สำนักงานเขตห้ามล่าสัตว์ป่าเขาน้อย-เขาประดู่ หมู่ ๒ ตำบลบ้านยาง อำเภอวัดโบสถ์ จังหวัดพิษณุโลก ๖๕๐๐๐

ติดต่อ: โทร. ๐-๗๑๙๘-๗๙๘๗
สถานที่ตั้ง: สำนักงานเขตห้ามล่าสัตว์ป่าเขาน้อย-เขาประดู่ หมู่ ๒ ตำบลบ้านยาง อำเภอวัดโบสถ์ จังหวัดพิษณุโลก ๖๕๐๐๐

แผนที่

แหล่งที่มา : 1

ถ้ำผาท่าพล

11.11.59

          เขตห้ามล่าสัตว์ป่าถ้ำผาท่าพล อยู่ที่อำเภอเนินมะปราง จังหวัดพิษณุโลก ตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2536 พื้นที่ได้รับการประกาศให้เป็นส่วนหนึ่งของป่าสงวนแห่งชาติ ป่าลุ่มน้ำวังทองฝั่งซ้าย มีอาณาเขตครอบคลุมท้องที่ ตำบลเนินมะปราง ตำบลบ้านน้อยซุ้มขี้เหล็ก ตำบลบ้านมุง อำเภอเนินมะปราง จังหวัดพิษณุโลก โดยมีเนื้อที่ทั้งหมด 1,775 ไร่

ลักษณะทางธรณีวิทยา
          ภูเขาผาท่าพลเป็นเขาหินปูน อยู่ในมหายุคพาลีโอซีน (Palaeocene) และอยู่ในยุคย่อยคาร์บอนิฟอรัส (Caboniferus) มีอายุราว 360-286 ล้านปีมาแล้ว เป็นภูเขาที่ทอดตัวยาวตามแนวเหนือ-ใต้ ภูเขาหินปูนบริเวณนี้ ส่วนมากเกิดจากการทับถมของเปลือกหอย พลับพลึงทะเล หรือปะการัง มีการตกตะกอนทางเคมีอยู่น้อยมาก จากการศึกษาและจำแนกซากดึกดำบรรพ์ ทำให้ทราบว่าบริเวณนี้เคยเป็นทะเลมาก่อน


ลักษณะภูมิประเทศ พรรณไม้ และสัตว์ป่า
          ภูเขาผาท่าพลเป็นภูเขาหินปูนลูกโดด ภูเขาทอดยาวมีลักษณะคล้ายรูปเกือกม้า มีความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ที่ประมาณ 236 เมตร มีที่ราบเล็ก ๆ ตามหุบเขา มีลำน้ำไหลลอดเป็นถ้ำผ่านภูเขาสองแห่ง ซึ่งมีน้ำไหลผ่านตลอดปี ลักษณะเช่นนี้พบได้น้อยมากในประเทศไทย ป่าไม้ทั่วไปเป็นพรรณไม้ชนิดที่ขึ้นได้บนภูเขาหินปูน เช่น ไทร สลัดได จันทน์ผา ฯลฯ ซึ่งจัดเป็นสังคมพืชบนภูเขาหินปูน สามารถทนร้อนและทนแล้งได้ดี นอกจากนี้ยังมีพืชที่ขึ้นตามที่ราบริมลำห้วยเช่น หวายขม บริเวณป่าดิบแล้งยังมีพรรณไม้ที่สำคัญได้แก่ ตะแบก ยาง มะค่าโมง มะหาด มะเดื่อ ฯลฯ ป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์บนภูเขาหินปูน เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยและหลบภัยของสัตว์ป่านานาชนิด เช่น เลียงผา หมีควาย หมีคน เม่นใหญ่ เม่นหางพวง เสือปลา นิ่ม ฯลฯ สัตว์ป่าที่อยู่ในธรรมชาติที่สามารถเห็นอย่างใกล้ชิดได้ เช่น ลิงอ้ายเงียะ และ กระรอก รวมทั้งค้างคาวปากย่นที่มีนับล้านตัว มีนกประจำถิ่น และนกอพยพอีกหลายชนิด ได้แก่ นกกางเขนดง นกกะรางหัวหงอก นกกวัก นกจับแมลงคอแดง นกคอทับทิม ฯลฯ


สถานที่ศึกษาธรรมชาติ และประวัติศาสตร์ทางธรรมชาติ

  • ถ้ำนเรศวร มีหินงอกหินย้อยคล้ายพระมาลาเบี่ยง 
  • ถ้ำเรือ มีรูปคล้ายเรือคว่ำเป็นเพดานถ้ำ 
  • ซากดึกดำบรรพ์ ซากหอยและปะการังอายุ 360 ล้านปี 
  • อักษรญี่ปุ่น ตัวอักษรปริศนาบนหิน เชื่อว่าทหารญี่ปุ่นสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 สลักไว้ 
  • ถ้ำเต่า ถ้ำที่ใช้เป็นฉากถ่ายภาพยนตร์เรื่อง ฉลุยหิน 
  • ถ้ำลอด ถ้ำที่สามารถใช้ลอดทะลุไปถึงอีกฟากของภูเขา 
  • ถ้ำผาแดง มีการทาสีไว้ด้วยมนุษย์โบราณ 
  • เพิงผาฝ่ามือแดง มีภาพสียางไม้ผสมเฮมาไทต์ 35 ภาพ วาดเป็นศิลปะต่าง ๆ และประทับเป็นรอยฝ่ามือ กระทำไว้ด้วยมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์เมื่อ 4 พันปีมาแล้ว 
  • ถ้ำค้างคาว เป็นที่อยู่อาศัยของค้างคาว และมีหินงอกหินย้อยสวยงาม มีทั้งค้างคาวปากย่น และค้างคาวปีกถุงเคราดำ

แผนที่


แหล่งที่มา : 1 , 2 , 3


บ้านเนินมะปราง (กุ้ยหลิน ไทยแลนด์)

11.11.59

          เนินมะปราง อำเภอเล็กๆ ที่ถูกโอบล้อมไปด้วยขุนเขา สูงตระหง่านทำให้มันถูกยกเป็นอีกหนึ่งกุ้ยหลินเมืองไทย ด้วยความเป็นเอกลักษณ์นี้ เนินมะปรางได้ดึงดูดนักเดินทางรวมทั้งตัวผมเองให้มาสัมผัสมนต์เสน่ห์แห่งนี้
          พื้นที่อำเภอเนินมะปรางเดิมเป็นป่าดงดิบที่เต็มไปด้วยต้นไม้และสัตว์ป่า ห่างไกลจากผู้คน แต่จะมีเพียงผู้มีอาชีพพรานที่เข้ามาล่าสัตว์และหาของป่า มาสร้างกกปางและอาศัยพักแรมชั่วคราวเท่านั้น
          ต่อมามีกลุ่มคนจากนครไทย ด่านซ้าย และหล่มสัก อพยพย้ายถิ่นฐานเดิมเข้ามาตั้งรกรากบริเวณบ้านชมพู บ้านมุง วังโพรง ไทรย้อย จากนั้นก็ขยับขยายที่ทำกินไปที่วังยาง บ้านน้อยซุ้มขี้เหล็ก และเนินมะปรางในที่สุด
          อำเภอเนินมะปราง อยู่ห่างจากตัวเมืองจังหวัดพิษณุโลกประมาณ 68 กิโลเมตร ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของจังหวัด การดำเนินชีวิตของคนอำเภอเนินมะปราง ส่วนใหญ่จะมีอาชีพเกษตรกรรม วิถีชีวิตก็ยังคงเรียบง่ายตามสไตล์ของคนต่างจังหวัดทั่วๆ ไป
          ต่อมาเป็นภาพของเส้นทางสู่ กุ้ยหลิน ไทยแลนด์ อำเภอเนินมะปราง จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งระยะทางคร่าวๆ ก็ห่างจากตัวเมืองประมาณ 62 กิโลเมตรครับ
          ตัวอำเภอเนินมะปรางเดิมเป็นหมู่บ้านเก่าแก่ตั้งมาประมาณ 42 ปี ลักษณะภูมิประเทศประมาณร้อยละ 45 เป็นภูเขาหินปูนอายุกว่า 300 ล้านปีที่อำเภอเนินมะปรางถ้ำจะเยอะมาก แต่ละถ้ำก็จะไกลๆกันออกไป แต่ส่วนภายในวัดบางมุง จะมีถ้ำอยู่สองถ้ำได้แก่ ถ้ำนางสิบสองและถ้ำหลวงพ่อบุญมี
          ด้วยความที่มีเขาหลายลูกและถ้ำมากมาย ดังนั้นเมื่อถึงยามยามอาทิตย์ใกล้อัสดง แสงสุดท้ายจากขอบฟ้ากำลังจะลับหายไป เหล่านกบินกลับรัง แต่กลับเป็นจุดเริ่มต้นของบรรดาค้างคาวจำนวนมาก บินออกจากถ้ำเป็นสายควันดำโบกสะบัดเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนไหวไปมา

เขตห้ามล่าสัตว์ป่าถ้ำผาท่าพล

          ครอบคลุมเนื้อที่ 1,775 ไร่ในท้องที่อำเภอเนินมะปราง ห่างจากตัวเมืองพิษณุโลก 85 กิโลเมตร การเดินทางเริ่มจากตัวเมืองพิษณุโลกไปตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 12 ถึงอำเภอวังทอง ระยะทาง 20 กิโลเมตร แยกขวาไปยังอำเภอสากเหล็กอีก 38 กิโลเมตรและที่นี่ยังมี “ลิงอ้ายเงี้ยะเป็นสัญลักษณ์ของความสมบูรณ์ทางธรรมชาติอีกมากมาน ถ้าท่านมาเที่ยวที่ เขตห้ามล่าสัตว์ป่าถ้ำผาท่าพล อำเภอเนินมะปราง จะเห็นฝูงลิงอ้ายเงี้ยะ หลายๆฝูงตามภูเขาและบริเวณรอบๆ ถ้ำ
          ถ้ำพระวังแดง เป็นถ้ำที่ยาวและใหญ่เชื่อมต่อกันหลายถ้ำ มีความยาวประมาณ 12.5 กิโลเมตร ถือว่าเป็นถ้ำที่ยาวมาก ภายในถ้ำมีห้องโถงขนาดใหญ่มีหินงอกหินย้อยสวยงามและมีลำห้วยอยู่ด้านล่าง ในลำห้วยมีสิ่งที่น่าสนใจเป็นปลาพันธุ์ใหม่หายาก คือ ปลาค้อถ้ำพระวังแดงหรือปลาไม่มีตา
          ถ้ำซากดึกดำบรรพ์ ที่เห็นเป็นซากหอยตะเกียงยักษ์ พลับพลึงทะเล สาหร่ายทะเล ที่อยู่ตามผนังถ้ำ นักวิชาการบอกว่าเมื่อ 360 ล้านปีที่แล้ว พื้นที่ตรงนี้เคยเป็นทะเลมาก่อน
          นอกจากนี้ที่พิษยังมีสถานที่ท่อง เที่ยวอื่นๆ อีกมากมายไม่ว่าจะเป็น “ขุนเขารักไทย” แหล่งปลูกสตอเบอรี่รสชาดดีมีคุณภาพ พร้อมให้นักท่องเที่ยวได้เข้าชม ช็อป ชิม ได้แล้วในฤดูหนาวที่จะถึงนี้..
          ทั้งหมดนี้เป็นเพียงสถานที่ท่องเที่ยวของเมืองพิษณุโลกเท่านั้น ยังมีอีกหลายที่ซึ่งโอกาสหน้าเราจะนำมาแนะนำกันอีก และสำหรับใครกำลังวางแผนที่จะเดินทางไปท่องเที่ยวละก็สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้จาก ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว อำเภอเนินมะปราง จังหวัดพิษณุโลก สอบถามข้อมูล Tel. 085-400-1727

แผนที่

แหล่งที่มา : 1 , 2 , 3

ภูแผงม้า ณ อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า

11.11.59

          ภูแผงม้า เป็นจุดชมวิวสูงสุดที่อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า ตั้งอยู่ริมเขตอุทยานฯ ใกล้กับภูทับเบิก โดยสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 1,775 เมตร เป็นจุดชมวิวที่สามารถมองเห็นได้ทั้ง พระอาทิตย์ขึ้น และพระอาทิตย์ตก ได้สวยงามมากที่สุดจุดหนึ่ง เนื่องจากสามารถเห็นวิวรอบๆ ได้เกือบ 360 องศา ทั้งวิวไร่กะหล่ำปลีจากภูทับเบิก วิวทะเลหมอกจากบริเวณอ.หล่มเก่า- อ.หล่มสัก และวิวทะเลภูเขาสลับซับซ้อนจาก อ.เขาค้อ
          สภาพอากาศที่ ภูแผงม้า จะค่อนข้างหนาวเย็น มีลมกรรโชกแรง และมีไอหมอกในช่วงเช้าและเย็นตลอดทั้งปี เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบอากาศหนาวเย็น โดยอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า ได้เตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกบนจุดชมวิวภูแผงม้าไว้รองรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการค้างแรมด้วย มีระเบียงไม้ขนาดใหญ่ไว้รับนักท่องเที่ยวให้สามารถขึ้นมาชมวิวได้ อย่างสะดวกสบาย มีห้องน้ำ และสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับการกางเต็นท์พักแรมไว้ด้วย
          การเดินทางไปยังภูแผงม้า สามารถเดินทางได้ 2 เส้นทาง คือหากมาจากพิษณุโลก ก็ผ่านด่านเก็บค่าธรรมเนียมเข้าอุทยานฯ ภูหินร่องกล้า ท่องเที่ยวภูหินร่องกล้าโดยรอบเสร็จแล้ว ใช้เส้นทาง 2331 เดินทางต่อไปยังภูทับเบิก จะเห็นทางเข้าภูแผงม้าอยู่ด้านขวามือ ก่อนถึงด่านทางออกอุทยานฯ ประมาณ 500 เมตร
          หากเดินทางมาจากเพชรบูรณ์ ก็ใช้เส้นทางขึ้นเขาทางอ.หล่มเก่า เส้นทางสาย 2331 จากเชิงเขาขึ้นมาประมาณ 17 กม.เมื่อขึ้นมาจนถึงทางแยกเข้าภูทับเบิก ไม่ต้องเลี้ยวขวาเข้าภูทับเบิก ให้ตรงเข้าไปทางด่านเก็บค่าธรรมเนียมอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า เลยด่านเก็บเงินไปประมาณ 500 เมตรให้เลี้ยวซ้าย ขึ้นไปยังจุดชมวิว ภูแผงม้า
          สำหรับจุดชมวิว และจุดกางเต็นท์ อยู่ห่างจากจุดจอดรถขึ้นไปประมาณ 400 เมตร

แผนที่


แหล่งที่มา : 1 , 2

เจดีย์ยอดด้วน (เขาสมอแคลง)

11.11.59

          เจดีย์ยอดด้วน (เขาสมอแคลง) มีอายุราว 700 ปี พงศาวดารเหนือบันทึกไว้ว่า พระยาจิตรไวย แห่งเจ้าเมืองน่านสร้างเจดีย์องค์นี้เพื่อบรรจุพระธาตุของพระอรหันต์เถระเจ้า คือ พระอุบาลีเถระและพระศิริมานนท์เถระ ซึ่งเป็นพระสงฆ์ 2 รูปที่ได้รับนิมนต์เป็นประธานฝ่ายสงฆ์สร้างพระพุทธชินราช ณ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร มีการซ่อมแซมและบูรณะมาหลายครั้งแล้ว ลักษณะเจดีย์เป็นทรงลังกา มีฐานสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ 3 ชั้น หลังจากนั้นจะเป็นฐานย่อแปดเหลี่ยมแล้วขึ้นเป็นองค์ระฆัง ลักษณะเด่นของที่นี่คือบริเวณยอดเจดีย์องค์ระฆังจะมีเพียงแค่ครึ่งซีกเท่านั้น

แผนที่



แหล่งที่มา : 1 , 2

น้ำตกสกุโณทยาน

11.11.59

          “สวนรุกขชาติสกุโณทยาน” คือ สวนป่าซึ่งเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของชาวเมืองพิษณุโลกมาช้านาน พื้นที่โดยทั่วไปเป็นที่ราบเนินเขา มี “ลำน้ำเข็ก” หรือที่เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “แม่น้ำวังทอง” ไหลผ่านทางด้านทิศใต้ สภาพป่าเป็นป่าเบญจพรรณและป่าเต็งรังมีเนื้อที่รวมทั้งหมด 814 ไร่ เดิมทีสวนรุกขชาติสกุโณทยานแห่งนี้เคยมีชื่อว่า “วนอุทยานวังนกแอ่น” โดยได้รับการจัดตั้งขึ้นเป็นวนอุทยานตั้งแต่ปี พ.ศ. 2497 – 2498 (สมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี) ต่อมาเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2501 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จประพาสวนอุทยานวังนกแอ่นแล้วทรงพระกรุณาโปรดเกล้าพระราชทานนาม “สกุโณทยาน” แทนคำว่า “วังนกแอ่น” ซึ่งเคยใช้อยู่เดิม แต่นั้นมาวนอุทยานวังนกแอ่นจึงเปลี่ยนชื่อเป็น “วนอุทยานสกุโณทยาน”
          ในปี พ.ศ. 2504 กรมป่าไม้ได้เปลี่ยนชื่อวนอุทยานฯเป็น “สวนรุกขชาติสกุโณทยาน” เพื่อให้เป็นไปตามหลักการจัดการทางวิชาการ ภายในสวนรุกขชาติสกุโณทยานมีสิ่งที่น่าสนใจต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
1. น้ำตกสกุโณทยาน เป็นน้ำตกชั้นเดียวขนาดใหญ่มีความสูงประมาณ 10 เมตร กว้างประมาณ 60 เมตร และเป็นส่วนหนึ่งของลำน้ำเข็ก (ตัวน้ำตกกั้นขวางตลอดแนวความกว้างของลำน้ำเข็ก) เดิมน้ำตกแห่งนี้เคยมีชื่อว่า “น้ำตกวังนกแอ่น” ต่อมาภายหลังได้มีการเปลี่ยนชื่อไปตามชื่อของวนอุทยานฯ (เมื่อปี พ.ศ. 2501) น้ำตกสกุโณทยานมีน้ำไหลตลอดทั้งปีโดยในช่วงฤดูฝนสายน้ำจะไหลแรงและเป็นสีน้ำตาลขุ่นไม่เหมาะแก่การลงเล่น (อาจเกิดอันตรายจากการลงเล่นน้ำตกถึงขั้นเสียชีวิตได้) ส่วนในช่วงฤดูหนาว – ฤดูร้อนสายน้ำจะไหลช้าลงเป็นสีเขียวค่อนข้างใส นักท่องเที่ยวสามารถลงเล่นน้ำตามแก่งต่าง ๆ ซึ่งอยู่ห่างออกมาทางส่วนปลายของตัวน้ำตกได้อย่างปลอดภัย ในช่วงวันหยุดเสาร์ – อาทิตย์ หรือ วันหยุดนักขัตฤกษ์อื่น ๆจะพบเห็นนักท่องเที่ยวพาครอบครัว – เพื่อนฝูงมานั่งปูเสื่อรับประทานอาหารอยู่ใต้ร่มไม้ใหญ่ริมแก่งเป็นกลุ่ม ๆ
          นักท่องเที่ยวสามารถจอดรถบริเวณลานจอดแล้วเดินไปถึงตัวน้ำตกสกุโณทยานได้ภายในระยะเวลาไม่เกิน 5 นาที

2. พลับพลารับเสด็จ และ ศาลาวนาศัย กรมป่าไม้ได้จัดสร้างอาคารทั้ง 2 หลังขึ้นเพื่อถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เมื่อครั้งเสด็จประพาส
          “วนอุทยานสกุโณทยาน” ปี พ.ศ. 2501 นักท่องเที่ยวสามารถยืนชมทิวทัศน์ของน้ำตกสกุโณทยานและสองฟากฝั่งของลำน้ำเข็กจาก “ศาลาวนาศัย” ได้ค่อนข้างชัดเจน สำหรับ “พลับพลารับเสด็จ” นั้นปัจจุบันทางสวนรุกขชาติสกุโณทยานได้จัดทำรั้วกั้นเอาไว้ไม่ให้นักท่องเที่ยวเดินเข้าไปภายในพลับพลาเรียบร้อยแล้ว
          พลับพลารับเสด็จ และ ศาลาวนาศัยตั้งอยู่ใกล้กับน้ำตกสกุโณทยาน นักท่องเที่ยวสามารถสังเกตเห็นอาคารทั้งสองหลังดังกล่าวได้อย่างไม่ยากเย็นนัก

3. สวนไม้วรรณคดี , สวนสมุนไพร และ สวนไม้หอม ทางสวนรุกขชาติสกุโณทยานได้ทำการจัดสร้าง “สวนไม้วรรณคดี” , “สวนสมุนไพร” และ “สวนไม้หอม” ขึ้นเพื่อเป็นศูนย์การเรียนรู้ – ศึกษาพันธุ์พืชของชุมชน มีการรวบรวมพันธุ์ไม้ต่าง ๆ ที่สำคัญของไทยนำมาปลูกไว้อย่างเป็นระบบ ติดตั้งป้ายให้ความรู้บอกชื่อ สายพันธุ์ และคุณประโยชน์ของพืชชนิดนั้น ๆ เอาไว้โดยสังเขป ตัวอย่างพืชพันธุ์ไม้ที่สามารถพบเห็นได้ภายในสวนรุกขชาติสกุโณทยาน เช่น กฤษณา , การะเวก , ทรงบาดาล , นนทรี , บุนนาค , พิกุล , มณฑา(ยี่หุบ) , สารภี , ลำดวน , ฯลฯ ใครที่อยากเห็นพันธุ์ไม้ชื่อไพเราะหน้าตาแปลก ๆ ก็ลองแวะมาดูได้

4. เส้นทางศึกษาธรรมชาติสกุโณทยาน สำหรับผู้ซึ่งชื่นชอบการปล่อยอารมณ์.....เอ้อระเหย.....ชมนก.....ชมไม้.....เดินลอยชายสบาย ๆ กลางผืนป่า สวนรุกขชาติสกุโณทยานได้จัดเตรียม “เส้นทางศึกษาธรรมชาติสกุโณทยาน” ระยะทางประมาณ 1.15 กม.เอาไว้ให้นักท่องเที่ยวเดินออกกำลังกายเบา ๆ พร้อมกับเก็บเกี่ยวความรู้เรื่องระบบนิเวศน์ ภายในเส้นทางศึกษาธรรมชาติแห่งนี้นักท่องเที่ยวจะได้พบกับสถานีย่อยต่าง ๆ รวมทั้งหมด 17 แห่ง อาทิเช่น โรงพยาบาลที่ใหญ่ที่สุดในโลก , มะม่วง 3 คนโอบ , บ้านในต้นไม้ , นักบุญแห่งป่า.....นักฆ่าเลือดเย็น , สวนสยามของสัตว์ป่า เป็นต้น .....น่าเสียดายที่แผ่นป้ายอธิบายความรู้ตามสถานีบนเส้นทางศึกษาธรรมชาติบางส่วนได้รับความเสียหายไปตามกาลเวลาบ้างแล้ว
          แม้ว่าพื้นที่โดยรอบสวนรุกขชาติสกุโณทยานจะมีความร่มรื่น สวยงาม แต่ก็ยังไม่ใช่สถานที่ท่องเที่ยวซึ่งโดดเด่นเพียงพอจะดึงดูดให้ผู้คนต่างถิ่นแวะเวียนเข้ามาเยี่ยมเยือนเป็นจำนวนมาก (จากการสังเกตป้ายทะเบียนรถยนต์/รถจักรยานยนต์ซึ่งจอดอยู่ภายในลานจอดรถของสวนรุกขชาติสกุโณทยาน ส่วนมากจะเป็นป้ายทะเบียนพิษณุโลก มีรถป้ายทะเบียนจังหวัดอื่น ๆน้อยครับ) ทีมงานท่องเที่ยวดอทคอม (www.thongteaw.com) แนะนำว่า หากคุณไม่ใช่ผู้ซึ่งชื่นชอบการท่องเที่ยวน้ำตก หรือการท่องเที่ยวศึกษาพืชพันธุ์ไม้ต่าง ๆ เป็นชีวิตจิตใจแล้วล่ะก็ การตั้งใจเดินทางไกลเพื่อมาท่องเที่ยว ณ สวนรุกขชาติสกุโณทยานแห่งนี้เป็นการเฉพาะอาจจะไม่ใช่ตัวเลือกซึ่งคุ้มค่าสักเท่าไหร่นัก [แต่ในกรณีที่คุณมีโอกาสเดินทางมาล่องแก่งลำน้ำเข็ก , มาท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า หรือว่ามีโอกาสใช้ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 12 (ถนนสายพิษณุโลก – หล่มสัก) ขับรถยนต์ส่วนบุคคลมุ่งหน้าจาก อ.วังทอง จ.พิษณุโลกไปพักผ่อนยัง อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ล่ะก็ การจัดสวนรุกขชาติสกุโณทยานรวมเข้าเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวตามโปรแกรมด้วย.....ก็ถือว่าเป็นทางเลือกซึ่งน่าจะเหมาะสมครับ

การเดินทางสู่สวนรุกขชาติสกุโณทยาน :
          รถยนต์ส่วนบุคคล จาก อ.เมือง จ.พิษณุโลก ใช้ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 12 (ถนนสายพิษณุโลก – หล่มสัก) ขับรถมุ่งหน้าไปทาง อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ ประมาณ 33กม. จะเห็นป้ายสวนรุกขชาติสกุโณทยานอยู่ทางด้านขวามือ สามารถขับรถยนต์เข้าไปในบริเวณลานจอดใกล้ ๆ กับตัวน้ำตกได้
รถโดยสารประจำทาง – รถรับจ้าง ขึ้นรถประจำทางสายพิษณุโลก – เพชรบูรณ์ , สายพิษณุโลก – หล่มสัก หรือ สายพิษณุโลก – นครไทย ไปลงด้านหน้าสวนรุกขชาติสกุโณทยาน

ฤดูกาลท่องเที่ยวที่เหมาะสม : สามารถท่องเที่ยวได้ทั้งปีแต่ช่วงฤดูกาลที่เหมาะสม คือ กลางเดือน พ.ย. – ต้นเดือน ก.พ. (ช่วงฤดูหนาว คือ ช่วงที่สวนรุกขชาติสกุโณทยานมีความสวยงามมากที่สุด) 

แผนที่



แหล่งที่มา : 1 , 2

น้ำตกแก่งโสภา

11.11.59

          “น้ำตกแก่งโสภา” หรือที่นักท่องเที่ยวบางกลุ่มเรียกว่า “ไนแองการ่าเมืองไทย” เป็นน้ำตกขนาดใหญ่สูงประมาณ 40 เมตร มีชั้นย่อย ๆ ทั้งหมด 3 ชั้น ด้านบนมีลักษณะเป็นแผ่นหินขนาดใหญ่วางขวางอยู่กลางทางน้ำ ด้านล่างมีโขดหินขนาดย่อมกระจายตัวอยู่ทั่วไป ในช่วงฤดูฝนสายน้ำสีโคลนของน้ำตกแก่งโสภาจะไหลแรงเชี่ยวกรากจนไม่สามารถลงเล่นน้ำได้ ส่วนในช่วงฤดูหนาว – ฤดูร้อนสายน้ำจะลดระดับความรุนแรงลงจนสามารถมองเห็นชั้นทั้ง 3 ของน้ำตกแก่งโสภาได้ชัดเจน นักท่องเที่ยวสามารถเดินตามบันไดลงไปยังจุดชมทิวทัศน์ด้านหน้าตัวน้ำตกเพื่อชื่นชมความงดงามแบบเต็ม ๆตาได้ (ในช่วงฤดูฝนจะมีการกั้นรั้วไม่ให้นักท่องเที่ยวเดินลงบันไดผ่านไปยังจุดชมทิวทัศน์ด้านหน้าน้ำตกแก่งโสภา เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายจากการลื่นล้ม หรือถูกกระแสน้ำด้านหน้าตัวน้ำตกพัดปลิวไปครับ)
          โดยรอบบริเวณน้ำตกแก่งโสภามีแมกไม้น้อยใหญ่ขึ้นยืนต้นกางกิ่งใบให้ร่มเงาครึ้ม บางต้นก็งอกรากปกคลุมซอกหลืบระหว่างหินใหญ่จนดูคล้ายกับฉากของภาพยนตร์ผจญภัยในดินแดนมหัศจรรย์ “ศาลเจ้าพ่อ – ศาลเจ้าแม่” เล็ก ๆที่ตั้งอยู่ระหว่างบันไดทางลงสู่จุดชมทิวทัศน์ด้านหน้าตัวน้ำตกก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งซึ่งช่วยเสริมบรรยากาศให้เกิดความรู้สึกลึกลับชวนให้ค้นหา พืชจำพวกมอสและตะไคร่น้ำแพร่ขยายพันธุ์ไปทั่วพื้นผิวอันชื้นแฉะราวกับพรมกำมะหยี่สีเขียวสด ท่ามกลางธรรมชาติอันงดงามหากเพียงคุณลองหยุดคุยหยุดพูดกับญาติสนิทมิตรสหายซึ่งเดินทางมาด้วยกันแล้วเงี่ยหูฟังสรรพสิ่งต่าง ๆ รอบ ๆกาย คุณก็อาจจะได้ยินเสียงของเหล่าแมลงและเสียงของเหล่านกตัวน้อยร้องระงมแข่งกับเสียงซู่ซ่าของน้ำตกแก่งโสภาอยู่ไม่ไกล.....ณ สถานที่แห่งนี้.....ความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่ายังคงหล่อเลี้ยงสรรพชีวิตจำนวนมากมายให้ดำรงอยู่ได้ด้วยความอาทร
          (แต่ร้านจำหน่ายอาหารเหล่านี้มักจะเปิดขายเฉพาะในช่วงวันหยุดเสาร์ – อาทิตย์ หรือช่วงวันหยุดนักขัตฤกษ์ต่าง ๆเท่านั้น หากเป็นช่วงวันราชการตามปกติร้านจำหน่ายอาหารส่วนใหญ่จะปิดบริการ) หรือหากอยากจะพกพาข้าวกล่องมารับประทานเองก็ไม่มีใครว่า.....แต่.....อย่าลืม!!.....ช่วยกันรักษาความสะอาดเก็บกวาดขยะลงถังให้เรียบร้อยไม่ปล่อยเป็นภาระตกค้างกับสิ่งแวดล้อมด้วยนะ.....จะบอกให้
          แม้ว่าในความเป็นจริง “น้ำตกแก่งโสภา” จะมีความยิ่งใหญ่และความสวยงามด้อยกว่า “น้ำตกไนแองการ่า (Niagara Falls)” อยู่หลายขุมชนิดที่เรียกว่า “ยากจะนำมาเปรียบเทียบกันได้” แต่น้ำตกแห่งนี้ก็ถือเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวพักผ่อนยอดนิยมของ จ.พิษณุโลก ซึ่งมีนักท่องเที่ยวแวะเวียนเข้ามาเยี่ยมเยือนอยู่ไม่ขาดสาย หากคุณมีโอกาสเดินทางมาล่องแก่งลำน้ำเข็ก , มาท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า หรือว่าใช้ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 12 (ถนนสายพิษณุโลก – หล่มสัก) ขับรถยนต์ส่วนบุคคลมุ่งหน้าจาก อ.วังทอง จ.พิษณุโลกไปพักผ่อนยัง อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ล่ะก็ การจัดน้ำตกแก่งโสภารวมเข้าเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวตามโปรแกรมด้วย.....น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีทีเดียว

การเดินทางสู่น้ำตกแก่งโสภา :
          รถยนต์ส่วนบุคคล จาก อ.เมือง จ.พิษณุโลก ใช้ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 12 (ถนนสายพิษณุโลก – หล่มสัก) ขับรถมุ่งหน้าไปทาง อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ ประมาณ 71 – 72 กม. จะเห็นป้ายน้ำตกแก่งโสภาอยู่ทางด้านขวามือ สามารถขับรถยนต์เข้าไปในบริเวณลานจอดใกล้ ๆ กับตัวน้ำตกได้
          รถโดยสารประจำทาง – รถรับจ้าง ขึ้นรถประจำทางสายพิษณุโลก – เพชรบูรณ์ , สายพิษณุโลก – หล่มสัก หรือ สายพิษณุโลก – นครไทยไปลงด้านหน้าทางเข้าน้ำตกแก่งโสภาแล้วเดินต่อเข้าไปยังตัวน้ำตกอีกประมาณ 2 กม.

ฤดูกาลท่องเที่ยวที่เหมาะสม : สามารถท่องเที่ยวได้ทั้งปีแต่ช่วงฤดูกาลที่เหมาะสม คือ กลางเดือน พ.ย. – ต้นเดือน ก.พ. (ช่วงฤดูฝนจะมีการกั้นทางเดินสู่จุดชมทิวทัศน์ด้านหน้าตัวน้ำตกแก่งโสภาไม่ให้นักท่องเที่ยวผ่าน ทำให้นักท่องเที่ยวสามารถชมทิวทัศน์ได้จากด้านบนตัวน้ำตกเท่านั้น)

แผนที่


แหล่งที่มา : 1 , 2 , 3